bitkub-banner

งานวิจัย Anthropic พิสูจน์แล้ว! AI Coding Tools กำลังทำให้โปรแกรมเมอร์ ‘แย่ลง’ อย่างเงียบ ๆ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Anthropic เผยผลวิจัยล่าสุดพบว่า นักพัฒนาที่พึ่งพา AI ช่วยเขียนโค้ดขณะเรียนรู้ทักษะใหม่ มีความเข้าใจในตัวเนื้องานต่ำกว่ากลุ่มที่เขียนเองถึง 17% และมีโอกาสสอบตกด้านแนวคิดพื้นฐานสูงกว่าอย่างน่าตกใจ
  • แม้ AI จะช่วยให้ทำงานเสร็จเร็วขึ้นในงานที่คุ้นเคยอยู่แล้ว แต่สำหรับการเรียนรู้เรื่องใหม่นั้น “ทางลัด” ของ AI กลับกลายเป็นตัวขัดขวางการสร้างทักษะถาวรในสมอง ทำให้เกิดภาวะสมองขี้เกียจหรือการผลักภาระทางความคิดให้ปัญญาประดิษฐ์
  • ข้อมูลจาก Stack Overflow ปี 2025 ยืนยันว่า นักพัฒนากว่า 45% เริ่มรู้สึกว่าการไล่แก้บัคจากโค้ดที่ AI เจนเนอเรตมาให้นั้น กินเวลานานกว่าการเขียนเองเสียอีก ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในเครื่องมือ AI เริ่มลดน้อยลง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral 

ในระยะสั้น ข้อมูลนี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในหุ้นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่เน้นขายโซลูชัน AI Coding รวมถึงเหรียญในกลุ่ม AI Agent ที่เน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยอัตโนมัติ 

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวนักพัฒนาที่สามารถผสานการใช้ AI เข้ากับการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง จะกลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงมาก ตลาดจะเริ่มให้ค่ากับความปลอดภัยของโค้ดมากกว่าความเร็ว ซึ่งเป็นผลดีต่อโปรเจกต์ Web3 และ Smart Contract ที่เน้นความเสถียรและความปลอดภัยสูงสุด

Anthropic บริษัทผู้สร้าง Claude AI ยักษ์ใหญ่คู่แข่งตัวฉกาจของ ChatGPT เพิ่งเปิดเผยรายงานวิจัยที่อาจสั่นสะเทือนวงการไอทีทั่วโลก ซึ่งผลการศึกษาแบบที่ใช้วิธีการ Randomized Controlled Trial ระบุชัดว่า เครื่องมือ AI ช่วยเขียนโค้ดที่เหล่านักพัฒนาหลงใหล กำลังกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่กัดกร่อนทักษะการเรียนรู้ของมนุษย์อย่างเงียบ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มนักพัฒนาระดับเริ่มต้นหรือ Junior ที่หันไปใช้ AI เป็นทางลัดในการข้ามขั้นตอนความยากลำบาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สมองจะสร้างความเข้าใจในเชิงลึก

ผลลัพธ์ที่น่าตก ยิ่งใช้ AI ยิ่งเข้าใจโค้ดน้อยลง

ที่มาภาพ : aibusinesshelp

งานวิจัยนี้ทดสอบกับวิศวกรซอฟต์แวร์ 52 คน  ส่วนใหญ่เป็นระดับ Junior ที่มีประสบการณ์ใช้ Python อย่างน้อย 1 ปี โดยให้เรียนรู้ไลบรารี Python ที่ชื่อว่า “Trio” ซึ่งไม่มีใครเคยใช้มาก่อน 

โดยกลุ่มหนึ่งใช้ AI ช่วย อีกกลุ่มเขียนเอง จากนั้นทดสอบด้วยข้อสอบ 14 ข้อ ครอบคลุมทั้ง Debugging, Code Reading, Conceptual Understanding และ Code Writing

ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดทำคะแนนความเข้าใจในตัวเนื้องานต่ำกว่ากลุ่มที่เขียนเองถึง 17% และที่น่าสนใจคือ ความเร็วที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ AI ในงานใหม่นี้แม้จะช่วยให้ทำโจทย์เสร็จเร็วกว่าประมาณ 2 นาที แต่ “แทบไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ” เนื่องจากหลายคนต้องเสียเวลาไปกับการพิมพ์คำสั่ง (Prompt) และนั่งตีความคำตอบที่ AI ส่งมาให้จนหมดข้อได้เปรียบเรื่องเวลาไปโดยปริยาย

ขณะที่กลุ่มที่ไม่ใช้ AI ต้องเจอ Error มากกว่า 3 เท่า แต่นั่นกลับกลายเป็นสิ่งที่ช่วยฝังทักษะลงไปในสมอง

รูปแบบการใช้ AI ใครรอด ใครร่วง?

ที่มาภาพ : linkedin

นักวิจัยพบพฤติกรรมการใช้ AI ที่ส่งผลต่อคะแนนสอบอย่างสุดขั้ว โดยแบ่งออกเป็นรูปแบบหลักๆ

  1. ถามเพื่อความเข้าใจ (Conceptual Inquiry): ถาม AI ให้ช่วยอธิบายหลักการก่อนแล้วค่อยเขียนเอง กลุ่มนี้ทำคะแนนได้สูงถึง 65%
  2. ผสมผสานโค้ด และคำอธิบาย (Hybrid): ขอทั้งโค้ดและคำอธิบายควบคู่กัน ความเข้าใจยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ใช้เวลามากกว่า
  3. ยกงานให้ AI ทั้งหมด (Full Delegation): ให้ AI เขียนทุกอย่างแล้วก๊อปปี้ไปวาง กลุ่มนี้ทำคะแนนความเข้าใจได้ต่ำกว่า 40%

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Cognitive Offloading” หรือการฝากสมองไว้กับ AI เปรียบเหมือนการที่เราโยนภาระการคิดวิเคราะห์ไปให้เครื่องจักรทำแทนทั้งหมด จนสมองขาดการฝึกฝนที่จำเป็น 

ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนที่เขียนงานเองมักจะเจอข้อผิดพลาด (Error) และต้องลงมือแก้ไขด้วยตัวเองมากกว่ากลุ่มที่ใช้ AI ถึง 3 เท่า ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องแย่ แต่ในความเป็นจริง “ความผิดพลาด” เหล่านี้แหละที่เป็นตัวกระตุ้นให้สมองสร้างเส้นประสาทเพื่อจดจำและพัฒนาทักษะ แต่เมื่อเราให้ AI จัดการแทนจนราบรื่นเกินไป สมองก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย สิ่งนี้จึงกลายเป็นเหมือน “ระเบิดเวลา” ของอุตสาหกรรมในอนาคต เพราะเราอาจเหลือแต่คนที่ใช้งาน AI เป็น แต่ไม่มีใครที่มีทักษะความรู้พื้นฐานที่แน่นพอจะตรวจสอบหรือแก้ไขงานที่ซับซ้อนได้จริงๆ 

วงการ Crypto และ Web3 เสี่ยงสูง หากพึ่ง AI มากเกินไป

ในโลกของ Blockchain และ Smart Contract ที่โค้ดทุกบรรทัดคือ ทรัพย์สินมหาศาล ปัญหานี้รุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากการก๊อปปี้โค้ดจาก AI โดยไม่เข้าใจตรรกะเบื้องหลัง อาจนำไปสู่ช่องโหว่ร้ายแรงที่แฮกเกอร์จ้องโจมตีได้ 

ข้อมูลจาก Stack Overflow Developer Survey 2025 ชี้ว่า นักพัฒนากว่า 46% เริ่มไม่เชื่อถือในคำตอบหรือผลลัพธ์จาก AI และมองว่า AI มักจะให้คำตอบที่ “เกือบจะถูก แต่ก็ยังไม่ใช่” ทำให้การตรวจทาน และแก้ไขกินเวลามากกว่าเดิมอย่างมหาศาล ซึ่งปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ใช้งานเริ่มตระหนักถึงข้อจำกัดเรื่องความถูกต้องและความปลอดภัยมากขึ้น 

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Coding จึงต้องมาพร้อมกับกรอบการเรียนรู้ที่ถูกต้อง การใช้ AI Tools อย่าง Claude Code, GitHub Copilot และ Cursor เป็น “ครูสอน” แทนการเป็น “คนรับจ้างทำ” คือทางออกเดียวที่จะทำให้นักพัฒนาไทย และทั่วโลกอยู่รอดได้ โดยไม่สูญเสียตัวตนและทักษะที่แท้จริงไป

ใช้ AI ยังไง ให้ไม่สูญเสียทักษะ

ที่มาภาพ : linkedin

1 ก่อนขอโค้ดจาก AI ให้ถาม “ทำไม” ก่อนเสมอ  โดยขอให้ AI อธิบาย Concept ก่อนที่จะให้ Solution มา

2 ลอง Debug ด้วยตัวเองก่อนอย่างน้อย 15 นาที ก่อนจะพึ่ง AI เนื่องจากการติดขัด คือกระบวนการสร้างทักษะ

3 ใช้ Claude Code Learning Mode หรือ ChatGPT Study Mode สำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ โดยโหมดเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อ “สอน” ไม่ใช่แค่ “ทำ”

4 ทบทวนโค้ดที่ AI เขียนทุกบรรทัด และสามารถอธิบายได้ว่า แต่ละส่วนทำอะไร ถ้าอธิบายไม่ได้ แสดงว่ายังไม่เข้าใจจริง

5 สำหรับโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกับ Security เช่น Smart Contract, Backend Auth ให้เขียน Core Logic ด้วยตัวเองก่อน แล้วจึงใช้ AI เป็น Code Reviewer ไม่ใช่ Code Writer

ที่มา : reddit,anthropic,survey.stackoverflow


มุมมองผู้เขียน : สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของงานวิจัยชิ้นนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขผลลัพธ์ แต่คือความใจถึงของ Anthropic ที่กล้าออกมาแฉจุดอ่อนของการใช้ AI ทั้งที่พวกเขาก็ขายเครื่องมือ AI เขียนโค้ดอยู่แท้ๆ แต่กลับเตือนว่า สินค้าของตัวเองอาจทำให้ทักษะคนแย่ลงได้ ซึ่งนี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากต่ออุตสาหกรรม

ดังนั้นอนาคตของโปรแกรมเมอร์ไทยจึงขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลือกใช้ AI ในฐานะ “ครู” ที่ช่วยสอนให้เราเก่งขึ้น หรือจะใช้เป็น “ทาส” ที่คอยรับคำสั่งทำงานให้เสร็จไปวันๆ จนเราสูญเสียความสามารถในการคิดเอง