bitkub-banner

ทำเนียบขาวบรรลุดีลเบื้องต้นกับวุฒิสภา เปิดทางให้ Stablecoin จ่ายผลตอบแทนได้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ทำเนียบขาวและวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงในหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ผลตอบแทน Stablecoin โดยมี Thom Tillis และ Angela Alsobrooks เป็นผู้นำการเจรจา
  • กรอบข้อตกลงชี้ว่าจะห้ามจ่ายผลตอบแทนแบบ passive บน Stablecoin แต่อาจอนุญาตให้จ่ายรางวัลที่ผูกกับกิจกรรม เช่น การชำระเงิน โอนเงิน หรือการใช้งานแพลตฟอร์ม
  • ข้อตกลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดัน CLARITY Act ซึ่งคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาตั้งเป้าพิจารณาในช่วงครึ่งหลังของเดือน เม.ย. 2569

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

ความคืบหน้าในการกำกับดูแล Stablecoin ที่ชัดเจนขึ้นช่วยลดความไม่แน่นอนเชิงกฎหมายในตลาดคริปโต ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการนำ Stablecoin ไปใช้ในวงกว้าง ทั้งยังเปิดทางให้กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตฉบับใหญ่อย่าง CLARITY Act ก้าวหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังเป็นเพียงข้อตกลงเบื้องต้นที่ยังไม่มีตัวบทกฎหมายชัดเจน ผลกระทบต่อราคาจึงยังจำกัดในระยะสั้น

ทำเนียบขาวและวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงในหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ผลตอบแทน Stablecoin แล้ว ตามรายงานจาก Cointelegraph ซึ่งได้รับการยืนยันเพิ่มเติมว่า Patrick Witt ที่ปรึกษานโยบายคริปโตอาวุโสของทำเนียบขาว ได้รับรู้ถึงความคืบหน้านี้อย่างเป็นทางการบน X โดยผู้นำการเจรจาฝ่ายวุฒิสภาคือ Thom Tillis จากพรรครีพับลิกัน รัฐนอร์ทแคโรไลนา และ Angela Alsobrooks จากพรรคเดโมแครต รัฐแมริแลนด์ ข้อตกลงดังกล่าวมุ่งแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างธนาคารดั้งเดิมและบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล เกี่ยวกับการจ่ายผลตอบแทนบน Stablecoin ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน

ห้ามผลตอบแทน passive แต่เปิดทางรางวัลตามกิจกรรม

กรอบข้อตกลงเบื้องต้นที่หารือกันอยู่นี้ชี้ว่า จะห้ามการจ่ายผลตอบแทนบน Stablecoin แบบ passive หรือการถือเงินเฉยๆ แต่อาจอนุญาตให้มีระบบรางวัลที่ผูกกับกิจกรรมจริง เช่น การชำระเงิน การโอนเงิน หรือการใช้งานแพลตฟอร์ม ซึ่งแตกต่างจากการรับดอกเบี้ยแบบทั่วไป แนวทางนี้ออกแบบมาเพื่อปกป้องธนาคารพาณิชย์จากการสูญเสียเงินฝากในวงกว้าง โดยกลุ่มธนาคารเคยประเมินว่าหากปล่อยให้ Stablecoin จ่ายผลตอบแทนแบบ passive อย่างไม่มีกฎเกณฑ์ อาจเกิดการโยกย้ายเงินฝากออกจากระบบธนาคารดั้งเดิมสูงถึงกว่า 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาด Stablecoin ปัจจุบันมีมูลค่ารวมอยู่ที่ราว 3.2 แสนล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กฎหมาย GENIUS Act ซึ่ง Trump ลงนามประกาศใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2568 ได้กำหนดกรอบกำกับดูแล Stablecoin สำหรับการชำระเงิน รวมถึงห้ามผู้ออก Stablecoin จ่ายผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยโดยตรงให้ผู้ถือ การเจรจารอบนี้จึงเป็นการขยายกรอบดังกล่าวให้ครอบคลุมกรณีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อรองรับนวัตกรรมในพื้นที่สินทรัพย์ดิจิทัลควบคู่ไปกับการปกป้องเสถียรภาพระบบธนาคาร

เปิดทาง CLARITY Act และอนาคตกฎหมายคริปโตสหรัฐฯ

ข้อตกลงเบื้องต้นครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดัน CLARITY Act ซึ่งเป็นกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ในคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภามาตั้งแต่ต้นปี 2569 คณะกรรมาธิการตั้งเป้าจัดประชุมพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวในช่วงครึ่งหลังของเดือน เม.ย. นี้ Trump เองก็เคยออกมากดดันให้ผู้เจรจาผลักดัน CLARITY Act ต่อไป พร้อมระบุว่าธนาคารไม่ควรบ่อนทำลาย GENIUS Act หรือใช้ CLARITY Act เป็นตัวประกัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคหลายด้านที่รออยู่ข้างหน้า ทั้งในแง่ตัวบทกฎหมายที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ความเห็นจากกลุ่มธนาคารและอุตสาหกรรมคริปโตที่ยังต้องรอ รวมถึงประเด็นอื่นใน CLARITY Act เช่น บทบัญญัติด้านจริยธรรมและ DeFi ที่อาจยังไม่ได้รับการแก้ไข นอกจากนี้ หากผ่านวุฒิสภาแล้ว ร่างกฎหมายยังต้องผ่านการพิจารณาเต็มรูปแบบทั้งสภาก่อนจะส่งให้ประธานาธิบดีลงนาม


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้เป็นสัญญาณบวกที่น่ายินดีสำหรับวงการคริปโตสหรัฐฯ เพราะการที่ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตสามารถหาจุดร่วมกับทำเนียบขาวได้ ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายในสภาพการเมืองปัจจุบัน แนวทาง “ห้าม passive yield แต่เปิดทาง activity-based rewards” ก็ดูเป็นข้อประนีประนอมที่สมเหตุสมผลพอสมควร ไม่ทำลายนวัตกรรมจนเกินไปและก็ไม่ทำให้ธนาคารตกใจมากเกินไป แต่ก็ต้องรอดูว่าตัวบทกฎหมายจริงจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะ “ข้อตกลงในหลักการ” กับ “กฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง” ยังห่างกันอีกไกล โดยเฉพาะเมื่อยังมีด่านอีกหลายด่านใน CLARITY Act ที่ต้องฝ่าฟัน จับตาดูการประชุมคณะกรรมาธิการช่วงปลาย เม.ย. เป็นจุดสำคัญถัดไป

ภาพจาก AI