สรุปข่าว
- ส่วนแบ่งการเทรดของนักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งเหลือเพียง 8.1% จากระดับสูงสุดที่ 15% ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2567
- ตัวเลขดังกล่าวอยู่ในระดับเดียวกับช่วงวิกฤตโควิดปี 2563 และตลาดขาลงปี 2565 บ่งชี้ว่าความอยากเสี่ยงของนักลงทุนรายย่อยลดลงอย่างรุนแรง
- นักลงทุนรายย่อยหันไปซื้อกองทุน ETF ทองคำกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2568 สะท้อนการย้ายเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างชัดเจน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การที่นักลงทุนรายย่อยถอนตัวออกจากตลาดหุ้นและหันไปถือทองคำแทน สะท้อนว่าความอยากเสี่ยงโดยรวมในตลาดกำลังหดตัว ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นสัญญาณเชิงลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตด้วย เมื่อรายย่อยไม่กล้าเทรดหุ้น โอกาสที่พวกเขาจะนำเงินมาลงทุนในคริปโตก็ลดลงตามไปด้วย
ตามรายงานจาก Cointelegraph อ้างอิงข้อมูลจาก The Kobeissi Letter ส่วนแบ่งการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงสู่ระดับ 8.1% ต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2567 และลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากจุดสูงสุดที่ 15% ซึ่งทำไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ตัวเลขดังกล่าวอยู่ในระดับเดียวกับที่เคยเห็นในช่วงการระบาดของโรคโควิดปี 2563 และในช่วงตลาดขาลงปี 2565 The Kobeissi Letter ชี้ว่าความอยากเสี่ยงของนักลงทุนรายย่อยกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว และนักลงทุนกลุ่มนี้กำลังถอนตัวออกจากตลาดอย่างต่อเนื่อง สัญญาณดังกล่าวถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่นักวิเคราะห์มหภาคจับตามองอย่างใกล้ชิด

รายย่อยหนีความเสี่ยง หันซบทองคำและเงิน
ไม่เพียงแต่ตลาดหุ้นเท่านั้น สัญญาณการลดความเสี่ยงยังลามไปถึงตลาดออปชันด้วย โดยปริมาณออปชันที่มีวันหมดอายุเป็นศูนย์วัน (0DTE) ซึ่งเป็นเครื่องมือเก็งกำไรระยะสั้นที่นักลงทุนรายย่อยนิยมใช้ ลดลงเหลือ 57% ต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2568 การถดถอยในทั้งสองตลาดพร้อมกันยิ่งตอกย้ำว่านักลงทุนรายย่อยกำลังถอยออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเป็นระบบ
ขณะที่นักลงทุนรายย่อยถอนตัวออกจากหุ้น พวกเขาได้หันเงินจำนวนมหาศาลไปสู่โลหะมีค่าแทน โดยนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2568 มีเงินไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ และในกองทุน ETF เงินอีกกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ตลอดปีที่ผ่านมา ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางพฤติกรรมการลงทุนที่ชัดเจนของนักลงทุนรายย่อย จากการเก็งกำไรระยะสั้นไปสู่การถือสินทรัพย์ที่มองว่ามีความปลอดภัยมากกว่า
สถาบันครองตลาด รายย่อยหายไปจากสมการ
เมื่อส่วนแบ่งของนักลงทุนรายย่อยลดเหลือเพียง 8.1% นั่นหมายความว่านักลงทุนสถาบันและผู้เล่นรายใหญ่ครองปริมาณการซื้อขายในตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ โดยทั่วไปสถาบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 70 90% ของปริมาณการซื้อขายรายวันอยู่แล้ว และตอนนี้ส่วนแบ่งของรายย่อยก็ยิ่งหดแคบลงไปอีก ภาวะนี้ทำให้ตลาดขาดแรงซื้อจากฝั่งรายย่อยที่เคยช่วยหนุนโมเมนตัมในช่วงตลาดขาขึ้น และอาจทำให้ตลาดโดยรวมมีความผันผวนสูงขึ้นเมื่อสถาบันปรับสถานะ
ในบริบทของตลาดคริปโต ภาพรวมนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากตลาดคริปโตพึ่งพาการมีส่วนร่วมของนักลงทุนรายย่อยค่อนข้างมากกว่าตลาดหุ้นทั่วไป เมื่อรายย่อยไม่มีความกล้าเสี่ยงแม้แต่ในตลาดหุ้นซึ่งมีความคุ้นเคยมากกว่า โอกาสที่พวกเขาจะโยกเงินมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างคริปโตก็ยิ่งลดน้อยลงไปด้วย
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าตัวเลขนี้น่ากังวลพอสมควร เพราะมันไม่ได้แค่บอกว่าคนกล้าเสี่ยงน้อยลง แต่มันบอกว่าคนหมดแรงในการเล่นหุ้นเลย ซึ่งต่างจากช่วงปกติที่แม้ตลาดจะย่อ แต่รายย่อยก็ยังเข้าช้อนซื้อกัน สิ่งที่น่าสังเกตคือเงินไม่ได้หายไปไหน แค่ย้ายไปอยู่ในทองคำแทน ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนกำลัง “รอดูสถานการณ์” มากกว่า “ออกจากตลาดไปเลย” สำหรับคริปโต ถ้าวันไหนความไม่แน่นอนเริ่มคลี่คลาย เงินก้อนนี้อาจไหลกลับมาได้ แต่ตอนนี้ยังต้องจับตาดูว่าความกลัวจะยืดเยื้อแค่ไหน
ภาพจาก AI
