สรุปข่าว
- Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ทรงอิทธิพลของโลก ระบุว่า การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ AI กำลังสร้างความมั่งคั่งมหาศาล แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่กลับไหลไปกระจุกตัวอยู่กับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่และกลุ่มนักลงทุนที่ถือครองสินทรัพย์อยู่เดิม
- คำเตือนนี้มาพร้อมความกังวลเรื่องสภาวะฟองสบู่ที่อาจซ้ำรอยยุคดอตคอม โดยเฉพาะการลงทุนแบบหมุนเวียนที่บริษัทชิปยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia เข้าไปลงทุนในบริษัทอื่น แล้วบริษัทเหล่านั้นกลับมาซื้อสินค้าของตนเองจนอาจนำไปสู่การปรับฐานราคาที่รุนแรง
- Larry Fink ชี้ว่า ในยุคที่การซื้อบ้านไม่ใช่เครื่องมือสร้างความมั่งคั่งที่มีประสิทธิภาพเหมือนในอดีต ทางออกเดียวที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำคือ การผลักดันให้คนทั่วไปเข้าถึงการลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
มุมมองของ Larry Fink สะท้อนถึงสภาวะตลาดที่กำลังเลือกข้างอย่างชัดเจน แม้กระแส AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ดึงเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบ แต่ความกังวลเรื่องการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง และสัญญาณฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอาจกดดันให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์อื่น ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าหรือมีมูลค่าที่แท้จริงรองรับ
Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock กองทุนยักษ์ใหญ่ที่บริหารสินทรัพย์มูลค่ากว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์ ออกมาส่งสัญญาณเตือนผ่านจดหมายประจำปีถึงนักลงทุนว่า กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังร้อนแรงอาจกลายเป็นดาบสองคมที่ขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนให้กว้างขึ้นกว่าเดิม
Larry Fink มองว่า การปฏิวัติเทคโนโลยีรอบนี้เป็นการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลกระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่สร้างมูลค่ามหาศาล แต่ความมั่งคั่งเหล่านั้นกลับมีแนวโน้มที่จะไหลไปหาคนกลุ่มน้อยที่ถือครองสินทรัพย์ทางการเงินอยู่แล้ว เช่นเดียวกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่จะรุนแรงและชัดเจนยิ่งขึ้นในยุค AI
เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่กินรวบ
Larry Fink เน้นย้ำว่า AI จะทำให้บริษัทชั้นนำที่ครองความได้เปรียบด้านข้อมูลจำนวนมหาศาล มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และมีเงินทุนล้นมือ จนสามารถทิ้งห่างคู่แข่งรายเล็กออกไปเรื่อยๆ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ มูลค่าตลาดของ Nvidia ที่พุ่งทะยานสูงถึง 4.3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเขามองว่า เป็นเรื่องปกติของการปฏิวัติเทคโนโลยีที่มูลค่ามักจะไปกองอยู่กับบริษัทผู้สร้างและนักลงทุนที่ถือหุ้นเหล่านั้น แต่ประเด็นที่น่ากังวลคือ เมื่อความมั่งคั่งไปอยู่กับคนเพียงไม่กี่กลุ่ม คนส่วนใหญ่ในสังคมจะยิ่งรู้สึกว่าความมั่งคั่งกลายเป็นเรื่องที่ไกลตัวและเข้าถึงยากขึ้นทุกที
สัญญาณฟองสบู่ และการลงทุนแบบ “วนลูป”
ท่ามกลางความตื่นเต้นของตลาด เริ่มมีเสียงเตือนเรื่องสภาวะฟองสบู่ AI ที่คล้ายคลึงกับช่วงวิกฤตดอตคอม โดยธนาคารแห่งอังกฤษเคยเตือนถึงความเสี่ยงที่ตลาดโลกอาจเผชิญกับการปรับฐานรุนแรงจากราคาหุ้น AI ที่พุ่งสูงเกินความเป็นจริง
นอกจากนี้ ยังมีการจับตาดีลการลงทุนแบบหมุนเวียนที่สร้างความเคลือบแคลงใจ เช่น การที่บริษัทผลิตชิปยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia เข้าไปลงทุนในบริษัทพันธมิตร แล้วบริษัทเหล่านั้นกลับมาสั่งซื้อชิปของ Nvidia อีกทอดหนึ่ง พฤติกรรมนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า อุตสาหกรรม AI อาจมีความเสี่ยงแฝงมากกว่าที่นักลงทุนทั่วไปประเมินไว้
การลงทุนในตลาดทุนคือทางออกสุดท้าย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ Larry Fink หยิบยกมาพูดคือ การเปลี่ยนผ่านของวิธีการสร้างตัว เขาชี้ว่าการซื้อบ้านเพื่อสร้างความมั่งคั่งอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องอีกต่อไปในปัจจุบัน เนื่องจากราคาบ้านที่แพงลิบลิ่ว ภาษีที่เพิ่มขึ้น และค่าบำรุงรักษาที่สูงจนผลตอบแทนลดต่ำลง เมื่อคนรู้สึกว่าการทำงานหนักหรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ไม่ช่วยให้รวยขึ้น ความรู้สึกไม่ยุติธรรมในระบบเศรษฐกิจจึงเกิดขึ้น
ซึ่งทางออกเดียวที่ซีอีโอ BlackRock เสนอคือ การทำให้คนทั่วไป สามารถเข้าถึงการลงทุนในตลาดทุนได้ง่ายและมากขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมกับการเติบโตของเศรษฐกิจในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น
สุดท้าย AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนวิธีการทำงาน แต่มันกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของผู้ที่จะกุมความมั่งคั่งในอนาคต หากไม่มีการปรับตัวและเปิดโอกาสให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงการลงทุนได้จริง ความเหลื่อมล้ำนี้อาจกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยากจะแก้ไข
ที่มา : theguardian
มุมมองผู้เขียน : สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ซีอีโอ BlackRock ออกมาผลักดันให้คน “ลงทุน” มากขึ้น ซึ่งอาจหมายรวมถึงการเปิดประตูสู่สินทรัพย์ใหม่อย่าง Bitcoin ETF ที่บริษัทกำลังรุกหนักอยู่ด้วยหรือไม่ เนื่องจากการลงทุนอาจช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถสร้างความมั่งคั่งและปกป้องเงินในกระเป๋าจากภาวะเงินเฟ้อได้ทันท่วงที
