สรุปข่าว
- Google ประกาศแผนเปลี่ยนระบบเข้ารหัสทั้งหมดไปใช้เทคโนโลยีป้องกันควอนตัมภายในปี 2029 หลังประเมินว่า คอมพิวเตอร์ควอนตัมประสิทธิภาพสูงที่สามารถเจาะระบบความปลอดภัยปัจจุบันได้กำลังจะกลายเป็นความจริง
- งานวิจัยชี้ชะตา Bitcoin พบว่า มีเหรียญกว่า 6.8 ล้าน BTC หรือประมาณ 35% ของอุปทานทั้งหมด ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกถอดรหัส Private Key หากเครือข่ายไม่อัปเกรดระบบเข้ารหัสให้ทันท่วงที
- ชุมชนนักพัฒนา Bitcoin เริ่มเคลื่อนไหว เสนอแนวทางอัปเกรดเครือข่ายผ่าน BIP 360 เพื่อสร้างรูปแบบที่อยู่กระเป๋าเงินใหม่ ที่ทนทานต่อการโจมตีจากควอนตัม แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า กระบวนการเปลี่ยนผ่านอาจต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
แม้ข่าวนี้จะฟังดูน่ากังวลในเชิงเทคนิค แต่มันคือ “ภัยคุกคามระยะยาว” ที่ตลาดยังมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้าหลายปี การที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ IBM ออกมาขยับตัวชัดเจน ถือเป็นสัญญาณบวกที่กระตุ้นให้เหล่านักพัฒนาในอุตสาหกรรมคริปโตตื่นตัวและเร่งพัฒนาโซลูชันป้องกันก่อนจะถึงวันวิกฤต
Google ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีประกาศขีดเส้นตายปี 2029 เพื่อยกระดับระบบเข้ารหัสทั้งหมดไปสู่มาตรฐานใหม่ที่สามารถต้านทานคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้ หลังมองว่าภัยคุกคามนี้อาจมาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม
โพสต์อย่างเป็นทางการที่ลงนามโดย Heather Adkins และ Sophie Schmieg ระบุชัดเจนว่า คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อความมั่นคงปลอดภัยของโลกไซเบอร์ในปัจจุบัน เนื่องจากมันมีพลังประมวลผลมหาศาลพอที่จะถอดรหัส Digital Signature และ Private Key ที่ใช้ปกป้องข้อมูลในอินเทอร์เน็ตรวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด
ภัยจากควอนตัม 2 รูปแบบ
Google อธิบายถึงความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคือ “Harvest Now, Decrypt Later” หรือการที่แฮกเกอร์ขโมยข้อมูลที่เข้ารหัสในปัจจุบันไปเก็บไว้ในมือ เพื่อรอวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมแรงพอจะถอดรหัสได้ในภายหลัง
ส่วนความเสี่ยงที่สองคือ การพังทลายของระบบลายเซ็นดิจิทัลผ่าน Shor’s Algorithm ซึ่งจะทำให้ระบบความปลอดภัยพื้นฐานของบล็อกเชนสั่นคลอน
ปัจจุบัน Google เริ่มนำระบบเข้ารหัส ML-DSA มาใช้ใน Android 17 และ Google Cloud เพื่อรับมือล่วงหน้าแล้ว ขณะที่ IBM และสถาบัน Caltech ก็พบความก้าวหน้าในการดักจับ Qubit ได้มหาศาล และวางเป้าหมายเปิดตัวเครื่องควอนตัมที่ใช้งานจริงได้ในปี 2029 เช่นกัน
ชะตากรรมของ Bitcoin กับอุปทาน 6.8 ล้านเหรียญที่สุ่มเสี่ยง
Bitcoin ใช้ระบบเข้ารหัสแบบ Elliptic Curve (ECDSA) ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถแกะรอยจาก Public Key กลับไปยัง Private Key ได้
ข้อมูลจาก Project Eleven และ ARK Invest เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า มี Bitcoin กว่า 6.8 ล้าน BTC หรือมูลค่ากว่า 4.7 แสนล้านดอลลาร์ที่ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ตัวเลขนี้คิดเป็น 35% ของเหรียญทั้งหมดในระบบ ยิ่งไปกว่านั้นงานวิจัยใหม่พบว่า การแฮ็ก RSA อาจใช้ทรัพยากรควอนตัมน้อยลงกว่าเดิมถึง 20 เท่า จากเดิมที่ต้องใช้ 20 ล้าน Qubits แต่อาจเหลือเพียง 100,000 Qubits เท่านั้นในอนาคตอันใกล้

ที่มา : Project eleven

BIP 360 ทางรอดที่ต้องแลกด้วยเวลาและการร่วมใจ
แม้สถานการณ์จะดูตึงเครียด แต่ชุมชน Bitcoin ไม่ได้นิ่งนอนใจ ล่าสุดมีการเสนอข้อเสนอการปรับปรุง BIP 360 เพื่อสร้างที่อยู่กระเป๋าเงินรูปแบบใหม่ (Quantum-resistant) โดยใช้กลไก Pay-to-Merkle-Root
ซึ่ง Jameson Lopp จาก Casa เตือนว่า การอัปเกรด Bitcoin ไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจกินเวลานาน 5-10 ปี เนื่องจากเครือข่ายไม่มีศูนย์กลางสั่งการ การเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งนักขุด ผู้ให้บริการกระเป๋าเงิน กระดานเทรด และผู้ใช้งานทั่วโลกพร้อมกันทั้งหมด
ที่มา : decrypt
มุมมองผู้เขียน :เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจจนต้องรีบขายเหรียญทิ้ง แต่มันคือการเตือนสติให้เราเห็นว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกกำลังมาจริงๆ การที่ Google วางเป้าปี 2029 คือสัญญาณที่ชัดที่สุดแล้วว่า เราเหลือเวลาเตรียมตัวไม่มากนัก
สำหรับ Bitcoin ปัญหาไม่ใช่เรื่องเทคนิคที่แก้ไม่ได้ แต่คือเรื่อง “เวลา” ในการประสานงานคนทั้งโลกให้ยอมอัปเกรดตามกัน หากชุมชนขยับตัวช้าเกินไปในอีก 3-4 ปีข้างหน้า นั่นแหละถึงจะเป็นเวลาที่ควรกังวลของจริง
