สรุปข่าว
- โลหะมีค่าพุ่งแรง: ราคาทองคำพุ่งทะลุ 159,250 บาท/ออนซ์ ($4,550) แร่เงินแตะ 2,485 บาท/ออนซ์ ($71) รับอานิสงส์นักลงทุนหนีความเสี่ยงจากสงครามอิหร่าน
- ตัวเลขสะพัดเกินจริง: แม้ข่าวอ้างว่า Market Cap พุ่ง 45.5 ล้านล้านบาท ($1.3T) แต่เม็ดเงินจริงที่ไหลเข้ากองทุน ETF และเหมืองแร่อยู่ที่ราว 3.5 แสนล้านบาท (<$10B)
- เทรนด์หนีดอลลาร์ชัดเจน: ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งสะสมทองคำ (เช่น การขยายคลังในสิงคโปร์) กดดันสัดส่วนทุนสำรองสกุลเงินดอลลาร์ให้ลดลงอย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
การแรลลี่ของทองคำในรอบนี้ เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าโลกกำลังต้องการ “สินทรัพย์ที่ปลอดภัยจากการแทรกแซง” หาก Bitcoin สามารถพิสูจน์ตัวเองในช่วงวิกฤตินี้ได้ว่าสามารถเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ได้เทียบเท่าหรือดีกว่าทองคำ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
บัญชีวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค The Kobeissi Letter บนแพลตฟอร์ม X ได้รายงานสถานการณ์การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของตลาดโลหะมีค่า โดยระบุว่าราคาทองคำและแร่เงิน (Silver) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่นในระหว่างวัน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนเทขายสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์
ทองคำทะลุ 159,250 บาท แร่เงินทะยานบวก 5%
ข้อมูลการซื้อขายระหว่างวันของวันที่ 27 มีนาคม 2569 แสดงให้เห็นถึงการดีดตัวกลับ (Rebound) อย่างรุนแรงจากจุดต่ำสุดในช่วงที่เกิดความตื่นตระหนกจากสงคราม โดยราคาทองคำพุ่งขึ้น 4% ทะลุระดับ 4,550 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ประมาณ 159,250 บาท) ในขณะที่ราคาแร่เงินปรับตัวขึ้นถึง 5% ทะลุระดับ 71 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ประมาณ 2,485 บาท)
ตรวจสอบข้อเท็จจริง: ตัวเลข Market Cap ที่อาจเกินจริง
แม้ในโพสต์ของ The Kobeissi Letter จะมีการระบุว่าการพุ่งขึ้นครั้งนี้สร้างมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ให้กับทองคำและแร่เงินเพิ่มขึ้นถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 45.5 ล้านล้านบาท) ภายในวันเดียว แต่เมื่อตรวจสอบจากข้อมูลปริมาณการซื้อขายจริงในกองทุน ETF หลักอย่าง GLD และ SLV รวมถึงหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ พบว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าจริงมีมูลค่ารวมกันไม่ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าตัวเลขในโพสต์ดังกล่าวเป็นการประเมินที่สูงเกินจริงไปมาก
สัญญาณเร่งกระบวนการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization)
การแรลลี่ของราคาโลหะมีค่าในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณตอกย้ำถึงแนวโน้มการลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) ที่กำลังเร่งตัวขึ้น ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มมีการโยกย้ายทุนสำรองอย่างเงียบๆ สะท้อนให้เห็นจากการสร้างห้องนิรภัยเก็บทองคำแห่งใหม่ในประเทศสิงคโปร์เพื่อรองรับความต้องการของธนาคารกลางต่างๆ ปรากฏการณ์นี้อาจทำให้สัดส่วนการถือครองเงินดอลลาร์เป็นทุนสำรองทั่วโลก ลดลงจากระดับ 62% ในปี 2009 ลงมาเหลือเพียง 57% ในปัจจุบัน
แหล่งอ้างอิง: @KobeissiLetter
ผู้เขียนมองว่าตัวเลข Market Cap 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในโพสต์ต้นทางอาจดูเป็น “การพาดหัวเรียกแขก” ไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับกระแสเงินสดที่ไหลเข้าจริง แต่แก่นของข่าวนี้คือการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างระดับโลก (Macro Paradigm Shift) การที่ธนาคารกลางหันไปพึ่งพาทองคำแท่งและใช้สิงคโปร์เป็นฐานเก็บรักษา สะท้อนว่าโลกกำลังกระจายความเสี่ยงออกจากขั้วอำนาจเดิม การพุ่งขึ้นของทองคำรอบนี้จึงไม่ได้มาจากแค่แรงเก็งกำไรรายย่อย แต่เป็นแรงซื้อระดับโครงสร้างประเทศ
