bitkub-banner

เหรียญ KITKAT พุ่งทะยาน 90% รับกระแสข่าวโจรขโมยรถคิทแคท

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ช็อกโกแลตคิทแคทกว่า 12 ตัน จำนวนประมาณ 413,000 แท่ง หายสาบสูญไปพร้อมกับรถบรรทุกระหว่างเดินทางจากอิตาลีไปยังโปแลนด์
  • Nestlé ออกมายืนยันเหตุการณ์ พร้อมชี้เป้าว่านี่คือปัญหาการโจรกรรมสินค้าครั้งใหญ่ที่กำลังระบาดหนักทั่วยุโรป
  • นักเทรดคริปโตสายกาวแห่รับข่าว ดันราคาเหรียญมีม KITKAT บนเครือข่าย Solana พุ่งทะยานขึ้นกว่า 89% ในระยะเวลาอันสั้นก่อนจะถูกเทขาย

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral 

เหรียญมีม “KITKAT” บน Solana ราคาพุ่งทะยานเกือบ 90% ชั่วคราวรับข่าวรถบรรทุกขนช็อกโกแลตคิทแคทกว่า 12 ตันถูกปล้นหายไประหว่างการขนส่งในทวีปยุโรป แม้ทาง Nestlé จะแอบแซวว่าโจรมีรสนิยมดี แต่เรื่องนี้ได้ตอกย้ำว่าปัญหาอาชญากรรมการปล้นสินค้ากำลังระบาดหนักและสร้างความเสียหายมหาศาลในยุโรป 

เช้าวันนี้ (30 มี.ค.) นักลงทุนสายซิ่งแห่กันเข้าไปเก็งกำไรเหรียญมีมชื่อว่า “KITKAT” บนเครือข่าย Solana จนราคาพุ่งทะยานเฉียด 90% ชั่วคราวก่อนที่ราคาจะถูกเทขายร่วงลงมาตามระเบียบ

โดยสาเหตุหลักมาจากข่าวช็อกโกแลตคิทแคทล็อตใหญ่กว่า 12 ตันหรือประมาณ 413,000 แท่ง ถูกโมยไปพร้อมกับรถบรรทุกทั้งคันระหว่างการขนส่งจากประเทศอิตาลีไปยังโปแลนด์ช่วงก่อนเทศกาลอีสเตอร์ 

ที่มา:Dexscreener

คิดจะพัก… แต่รถบรรทุกโดนปล้นเฉย !

ทาง Nestlé ออกมายืนยันว่า โดนโจรกรรมจริง แม้จะแอบแซวว่าคนร้ายมี “รสนิยมดี” แต่ก็ย้ำว่า นี่คือปัญหาอาชญากรรมร้ายแรง โดยบริษัทได้ดักทางไว้แล้วว่าสามารถตามรอยสินค้าได้จากรหัสแบทช์บนบรรจุภัณฑ์ได้ หากใครพบเห็นการนำไปขายตามตลาดมืดสามารถแจ้งเบาะแสได้ทันที

ภายใต้ข่าวที่ดูเหมือนเป็นเรื่องตลกกลับกำลังสะท้อนปัญหาร้ายแรงด้านการขนส่งสินค้าที่ลุกลามไปทั่วทวีปยุโรป 

ข้อมูลจาก TAPA EMEA รายงานว่า ในปี 2023 มีการโจรกรรมสินค้าสูงถึง 50,000 ครั้ง มูลค่าความเสียหายรวมแตะ 8.9 พันล้านดอลลาร์ โดย 75% ของเป้าหมายคือ รถบรรทุก ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ก่อเหตุมักจะเป็นขบวนการอาชญากรรมที่วางแผนมาอย่างดี

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงสองโลกที่ส่งผลถึงกันอย่างน่าประหลาดใจ โลกแห่งความเป็นจริงสะท้อนปัญหาความปลอดภัยด้านโลจิสติกส์ในยุโรป ส่วนโลกของคริปโตคือ ความบ้าคลั่งที่พร้อมจะหยิบเอาทุกข่าวไวรัลมาสร้างกระแสเก็งกำไร


มุมมองผู้เขียน: สำหรับเหรียญ KITKAT มองได้ว่าเป็นแค่การปั่นราคาตามกระแสข่าวล้วนๆ ไม่มีปัจจัยพื้นฐานจากทาง Nestlé มารองรับแต่อย่างใด ธรรมชาติของเหตุการณ์แบบนี้จึงมักจบลงด้วยการ “ปั่นแล้วเททิ้ง” อย่างรวดเร็วในท้ายที่สุด

ที่มา:thestreet