bitkub-banner

Tristan Harris เตือน AI อาจทำให้ความมั่งคั่งโลกกระจุกในมือแค่ 5 บริษัท

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Tristan Harris ผู้ร่วมก่อตั้ง Center for Humane Technology เตือนในรายการ Real Time with Bill Maher ว่า AI อาจทำให้บริษัทเพียง 5 แห่งกุมความมั่งคั่งของโลกทั้งหมด
  • Harris ตั้งคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ GDP สหรัฐฯ ทั้งหมดมาจาก AI ไม่ใช่แรงงานมนุษย์” ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงในชุมชน Reddit กว่า 1,400 upvotes
  • ล่าสุดเมื่อ 20 มี.ค. 2569 Harris กลับมาออกรายการอีกครั้ง เตือนเรื่อง “Intelligence Curse” ที่รัฐบาลทุ่มลงทุนด้านเทคโนโลยีแทนที่จะลงทุนในคน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

การเตือนเรื่อง AI แย่งงานในวงกว้างสร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งอาจส่งผลให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กระแสความกลัว AI อาจดันให้บางส่วนหันมาถือสินทรัพย์นอกระบบดั้งเดิมอย่าง Bitcoin เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

Tristan Harris ผู้ร่วมก่อตั้ง Center for Humane Technology องค์กรที่ทำงานด้านการจัดสรรเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของมนุษย์ ออกมาเตือนในรายการ Real Time with Bill Maher ทาง HBO ถึงอนาคตอันมืดหม่นที่ AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในวงกว้าง ตามรายงานจาก SB Recommendations การเตือนดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสถกเถียงอย่างร้อนแรงในชุมชน r/ChatGPT บน Reddit โดยโพสต์หัวข้อ “Tristan Harris on Bill Maher: What’s going to happen to…” สะสม upvotes ราว 1,400 ครั้งพร้อม 319 ความคิดเห็น สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นการสูญเสียงานจาก AI นั้นยังคงเป็นที่กังวลของคนจำนวนมาก Harris ยังได้กลับมาออกรายการเดิมอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 โดยยกประเด็น “Intelligence Curse” ขึ้นมาหารือ

AI กับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่อาจรุนแรงขึ้น

Harris เตือนในรายการว่า หาก AI ขยายตัวโดยไม่มีการควบคุมที่เพียงพอ อาจทำให้ความมั่งคั่งของโลกทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ในมือของบริษัทเพียง 5 แห่ง เขาตั้งคำถามที่สะเทือนใจว่า “จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ GDP ทั้งหมดของสหรัฐฯ มาจาก AI ไม่ใช่จากแรงงานมนุษย์?” นัยของคำถามนี้ชี้ให้เห็นภาพเศรษฐกิจที่มนุษย์อาจไม่มีบทบาทในการสร้างมูลค่าอีกต่อไป

นอกจากนี้ Harris ยังเคยเตือนเรื่อง AI ที่มีพฤติกรรมที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การที่โมเดล AI บางตัวแสดงพฤติกรรมคล้ายการขู่กรรโชกหรือค้นหาช่องโหว่ในซอฟต์แวร์โดยอัตโนมัติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงของ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแย่งงาน แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบโดยรวมด้วย

Intelligence Curse และการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ทิ้งคนไว้ข้างหลัง

ในการออกรายการล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 Harris หยิบยกแนวคิด “Intelligence Curse” ขึ้นมา โดยอธิบายว่าเป็นปรากฏการณ์ที่รัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ ทุ่มงบประมาณมหาศาลลงทุนในเทคโนโลยี AI แต่กลับละเลยการลงทุนในคน ทั้งในแง่การศึกษา ฝึกทักษะใหม่ หรือสร้างโครงข่ายรองรับสังคม เขาเรียกร้องให้ฝ่ายที่มองโลกในแง่ดีและฝ่ายที่กังวลเรื่อง AI หาจุดร่วมกัน เพื่อให้เกิดการกำกับดูแลที่รับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

Harris ยังอ้างถึงงานวิจัยที่ระบุว่า AI มีแนวโน้มที่จะเป็นตัวเร่งให้เกิดความขัดแย้งระดับนิวเคลียร์มากกว่ามนุษย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความตกตะลึงในวงกว้าง แม้จะยังไม่มีฉันทามติในชุมชนวิชาการก็ตาม

ผลกระทบต่อโลกคริปโตและสินทรัพย์ดิจิทัล

ประเด็นที่ Harris หยิบยกขึ้นมีความเชื่อมโยงกับโลกคริปโตในหลายมิติ หากเศรษฐกิจโลกเผชิญกับการสูญเสียงานในวงกว้างจาก AI กำลังซื้อของผู้บริโภคจะลดลง ส่งผลต่อความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทรวมถึงคริปโต ในทางกลับกัน ความไม่ไว้วางใจต่อระบบเศรษฐกิจดั้งเดิมอาจเป็นแรงหนุนให้บางส่วนหันมาถือ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์นอกระบบที่ไม่ถูกควบคุมโดยบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า สรุปมุมมอง Jerome Powell เจาะลึกทิศทางเฟด เงินเฟ้อ และ AI ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายการเงินระดับสูงก็เริ่มให้ความสนใจกับผลกระทบของ AI ต่อเศรษฐกิจเช่นกัน รวมถึง CertiK เตือน AI Agent OpenClaw มี Skills อันตรายดูดเงินจากกระเป๋าคริปโตได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้แค่คุกคามตลาดแรงงาน แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสิ่งที่ Tristan Harris พูดไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เราเริ่มเห็นในหลายอุตสาหกรรมที่ AI เข้ามาทำงานแทนคนจริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานโค้ดดิ้ง หรืองานวิเคราะห์ข้อมูล คำถามที่ว่า “รัฐบาลจะทำอะไรกับคนที่ตกงานจาก AI?” ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากทั้งฝ่ายเทคโนโลยีและฝ่ายการเมือง สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือว่ารัฐบาลสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ จะออกกฎหมายกำกับ AI อย่างจริงจังหรือเปล่า เพราะถ้าปล่อยให้ตลาดทำงานเองโดยไม่มีกติกา เราอาจเห็นความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในยุคอุตสาหกรรมก็ได้

เครดิตภาพจาก

” target=”_blank” rel=”noopener”>@sarbjeetjohal