สรุปข่าว
- สำนักงาน ก.ล.ต. ประกาศยกระดับ 5 มาตรการปราบปรามบัญชีม้า ป้องกันการฟอกเงิน และสกัดมิจฉาชีพหลอกลงทุน เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569
- 5 มาตรการครอบคลุมการยืนยันตัวตนลูกค้า (KYC/CDD), ตรวจสอบผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้มีอำนาจควบคุมจริง, นำ Travel Rule มาใช้กับสินทรัพย์ดิจิทัล, บังคับเปิดเผยโครงสร้างผู้ถือหุ้น และเสริมความร่วมมือหลายหน่วยงานผ่านกลไก Connect the Dots
- ก.ล.ต. ย้ำว่าปัญหาการหลอกลวงการลงทุนถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและเศรษฐกิจ และประกาศให้เรื่องนี้เป็น “วาระแห่งชาติ”
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ ก.ล.ต. ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อปราบปรามบัญชีม้าและการฟอกเงินในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลถือเป็นสัญญาณบวกต่อความน่าเชื่อถือของตลาดไทยในระยะยาว การบังคับใช้ Travel Rule สำหรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัลยังช่วยให้ไทยมีมาตรฐานสากล ดึงดูดนักลงทุนสถาบันที่ต้องการความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นอาจสร้างภาระด้านการปฏิบัติตามกฎให้กับผู้ประกอบการรายย่อย
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศยกระดับ 5 มาตรการสำคัญเพื่อสกัดกั้น “ทุนเทา” แก้ปัญหาบัญชีม้า และปราบปรามมิจฉาชีพหลอกลวงการลงทุน เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ตามรายงานจาก ก.ล.ต. ซึ่งระบุว่าปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นและสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก ก.ล.ต. ย้ำว่าการแก้ไขปัญหานี้ถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและจริงจัง
5 มาตรการที่ ก.ล.ต. ยกระดับ
มาตรการแรกคือการเข้มงวดเรื่องการยืนยันตัวตนและตรวจสอบลูกค้า (KYC/CDD) โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องตรวจสอบตัวตนและข้อมูลของลูกค้าอย่างรอบคอบ หากพบข้อมูลไม่ครบหรือพฤติกรรมน่าสงสัย ให้ปฏิเสธการให้บริการและรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัยทันที มาตรการที่สองคือการตรวจสอบผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้มีอำนาจควบคุมจริงอย่างเข้มข้น ครอบคลุมทั้งผู้ถือหุ้นทางอ้อมและกลุ่มบุคคลที่สอดประสานกัน โดยบุคคลเหล่านั้นต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมและไม่มีลักษณะต้องห้าม
มาตรการที่สามซึ่งเกี่ยวข้องกับตลาดคริปโตโดยตรงคือการนำ “Travel Rule” มาใช้กับการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องส่งข้อมูลผู้โอนและผู้รับพร้อมกับทุกธุรกรรม เพื่อช่วยตรวจสอบที่มาและปลายทางของเงิน และป้องกันการใช้บัญชีคริปโตเป็นบัญชีม้า ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างเปิดรับความคิดเห็นเกี่ยวกับ Travel Rule นี้ด้วย
มาตรการที่สี่บังคับให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยโครงสร้างผู้ถือหุ้น รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับแรก และกลุ่มผู้ถือหุ้นที่มีอิทธิพลต่อนโยบายบริษัท เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลครบถ้วนและเป็นความจริงในการตัดสินใจ ส่วนมาตรการที่ห้าคือการเสริมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามธุรกรรมน่าสงสัย และขยายการสืบสวน โดยใช้กลไก “Connect the Dots” เป็นเครื่องมือหลัก
ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นและมาตรการที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ ก.ล.ต. ได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงเดือนตุลาคม 2568 มีสายแจ้งเบาะแสการหลอกลวงการลงทุนผ่านสายด่วน 1207 กด 22 สูงถึง 8,795 ราย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 5,590 รายตลอดทั้งปี 2567 และภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 ก.ล.ต. ยืนยันว่าได้อายัดบัญชีม้าไปแล้ว 44,382 บัญชี สามารถป้องกันความเสียหายได้มากกว่า 200 ล้านบาท นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังสามารถบล็อกบัญชีหลอกลวงบนโซเชียลมีเดียได้ภายใน 7 ถึง 48 ชั่วโมง ด้วยอัตราความสำเร็จ 100%
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ก.ล.ต. ขยายเวลารับฟังความเห็น Travel Rule คริปโตถึง 9 เม.ย. 2569 ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการที่ 3 ที่ประกาศในครั้งนี้ รวมถึงรายงานว่า ก.ล.ต. แจ้งความดำเนินคดี Bitazza ฐานให้บริการซื้อขายคริปโตโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทิศทางการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่ ก.ล.ต. ออกมายกระดับมาตรการครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับตลาดคริปโตไทยในภาพรวม โดยเฉพาะมาตรการ Travel Rule ที่หากบังคับใช้จริงจะทำให้ไทยมีมาตรฐานเดียวกับนานาชาติ ช่วยลดความเสี่ยงที่กระดานเทรดไทยจะถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาคือการนำมาตรการเหล่านี้ไปปฏิบัติจริงจะมีประสิทธิภาพแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาปัญหาบัญชีม้าและมิจฉาชีพหลอกลงทุนยังคงเพิ่มขึ้นแม้จะมีมาตรการอยู่แล้ว สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ควรติดตามประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบังคับใช้ Travel Rule หลังวันที่ 9 เม.ย. นี้ด้วย
ภาพจาก AI
