bitkub-banner

Stablecoin จ่ายดอกเบี้ย 3.5% สูงกว่าธนาคาร หรือเงินฝาก 6 ล้านล้านจะไหลเข้าคริปโต

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Brian Moynihan CEO ของ Bank of America เตือนว่า เงินฝากธนาคารสหรัฐฯ ราว 30-35% หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์ เสี่ยงไหลออก เข้าสู่ระบบ Stablecoin หากกฎหมายเอื้อให้มีการจ่ายผลตอบแทนอย่างเป็นทางการ
  • เปรียบเทียบส่วนต่างดอกเบี้ยสุดโต่ง ระหว่างธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Chase ที่ให้เพียง 0.01% ต่อปี กับการถือ USDC บน Coinbase ที่รับผลตอบแทนสูงถึง 3.5% หรือต่างกันกว่า 350 เท่า
  • กฎหมาย GENIUS Act เริ่มสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสหรัฐฯ บีบให้ผู้ออก Stablecoin ต้องสำรองสินทรัพย์แบบ 1:1 แต่ยังมีช่องโหว่ให้ผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่อย่าง Coinbase มอบผลตอบแทนในรูปแบบ Rewards ได้ จนกลายเป็นภัยคุกคามที่ธนาคารดั้งเดิมเริ่มนั่งไม่ติด

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish 

กระแสการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินจากระบบการเงินดั้งเดิม (TradFi) เข้าสู่โลกคริปโตผ่าน Stablecoin ถือเป็นปัจจัยบวกมหาศาลในระยะยาว การที่เงินฝากมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์มีโอกาสเปลี่ยนสภาพเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดคริปโตอย่างมหาศาล และเป็นตัวเร่งให้เกิดการยอมรับในวงกว้าง แม้ธนาคารจะพยายามสกัดกั้นผ่านข้อบังคับทางกฎหมาย แต่แรงจูงใจด้านผลตอบแทนที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบนิเวศบล็อกเชนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

Brian Moynihan แม่ทัพใหญ่แห่ง Bank of America ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญกลางที่ประชุมนักลงทุน หลังรายงานผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 โดยเขาระบุว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ของสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังข้อมูลจากการศึกษาของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า เงินฝากมูลค่ากว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์อาจไหลออกจากธนาคารเข้าสู่ระบบ Stablecoin หากแพลตฟอร์มคริปโตสามารถมอบผลตอบแทนที่สูงกว่าธนาคารดั้งเดิมหลายร้อยเท่าได้ต่อไป ซึ่งตัวเลขนี้คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของเงินฝากทั้งหมดในสหรัฐฯ 

ส่วนต่างดอกเบี้ยธนาคาร 0.01%  vs Stablecoin 3.5%

ไม่ใช่เรื่องแปลก”ที่เงินจำนวนมหาศาลพร้อมจะไหลออกจากธนาคาร หากลองกางตัวเลขเปรียบเทียบกันให้เห็นชัดๆ ว่า ถ้าคุณฝากเงิน 10,000 ดอลลาร์ไว้กับ Chase Bank ในบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป คุณจะได้รับดอกเบี้ยเพียง 0.01% หรือคิดเป็นเงินแค่ 1 ดอลลาร์ต่อปี 

แต่หากคุณเปลี่ยนมาถือ USDC บนแพลตฟอร์มอย่าง Coinbase คุณจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบรางวัลสูงถึง 3.5% หรือประมาณ 350 ดอลลาร์ต่อปี ส่วนต่างที่มากถึง 350 เท่านี้นี่เองที่เป็นแรงดึงดูดมหาศาลจน CEO ของ Bank of America ต้องออกมายอมรับว่า แม้ธนาคารใหญ่จะเอาตัวรอดได้ แต่ธนาคารชุมชนและธุรกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาสินเชื่อธนาคารอาจต้องพังทลายลง หากขาดแคลนสภาพคล่องจากการที่เงินฝากไหลออก

กฎหมาย GENIUS Act เปลี่ยนอะไร

ที่มาภาพ : livenowfox

กฎหมาย GENIUS Act เป็นความพยายามของสภาคองเกรสในการวางกรอบการกำกับดูแล Payment Stablecoin โดยกำหนดให้ผู้ออกเหรียญต้องมีสินทรัพย์สำรองที่ปลอดภัยหนุนหลังแบบ 1:1 และต้องเปิดเผยข้อมูลสินทรัพย์เหล่านั้นทุกเดือน นอกจากนี้ยังระบุชัดเจนว่า Stablecoin ที่ผ่านการรับรองจะไม่ถูกนับเป็น “หลักทรัพย์” 

กฎหมาย GENIUS Act ถูกประกาศใช้โดยประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2025  ในมุมหนึ่ง ธนาคารอาจมองว่า กฎหมายนี้จะช่วยสกัดกั้นการเติบโตของคริปโตได้ แต่มันกลับกลายเป็นช่องโหว่ที่กระดานเทรดอย่าง Coinbase นำมาใช้ประโยชน์ โดยแพลตฟอร์มกระดานเทรดเข้ามาเป็นตัวกลางในการรับผลประโยชน์จากพันธบัตรที่หนุนหลังเหรียญ และนำมาจัดสรรเป็น “โปรแกรมรางวัล” ให้กับผู้ใช้งานแทน

การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับสมาคมธนาคารอเมริกัน (ABA) เป็นอย่างมาก โดยพวกเขาประเมินว่า พฤติกรรมนี้อาจดึงเงินออกจากระบบธนาคาร และทำให้ความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของสหรัฐฯ เช่น สินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก หายไปถึง 1.26 ล้านล้านดอลลาร์

ผลสะเทือนถึงไทย เมื่อดอกเบี้ยออมทรัพย์ไทยยังตามไม่ทัน

แม้จะเป็นประเด็นร้อนในอเมริกา แต่ธนาคารไทยเองก็อาจเริ่มหนาวสั่นได้เช่นกัน ปัจจุบันดอกเบี้ยออมทรัพย์ไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.5–1.5% ซึ่งแม้จะดูดีกว่าธนาคารในสหรัฐฯ แต่ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับผลตอบแทน 3.5% ของ Stablecoin อย่างขาดลอย 

หากในอนาคตคนไทยสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ผ่านตัวแทนหรือแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาต ความเสี่ยงที่เงินฝากจะไหลออกจากระบบธนาคารไทยเข้าสู่คริปโตก็มีสูงมาก ขณะนี้ ก.ล.ต. ไทยยังไม่มีกรอบกฎหมาย Stablecoin ที่ชัดเจน ทำให้บริการเหล่านี้ยังอยู่ในพื้นที่สีเทา แต่แนวโน้มโลกชี้ชัดว่ากำแพงการเงินดั้งเดิมกำลังถูกทลายลงด้วยพลังของบล็อกเชน

การที่ผู้บริหารระดับสูงสุดของธนาคารใหญ่อันดับสองในอเมริกาออกมาเคลื่อนไหว มันคือการยอมรับกลายๆ ว่า Wall Street กำลังมอง Stablecoin เป็นภัยคุกคามทางธุรกิจที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยมีมา


มุมมองผู้เขียน : นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การเงิน ที่ Stablecoin กำลังเข้ามาทำหน้าที่เป็นทางเลือกใหม่ที่คืนกำไรให้ผู้ถือครองอย่างแท้จริง ซึ่งผลตอบแทน ที่ต่างกันมหาศาลถึง 350 เท่า จะทำให้เงินไหลไปสู่ที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าและคุ้มค่ากว่าเสมอ