bitkub-banner

BTC ปิดไตรมาส 1 ปี 2026 ดิ่งหนักสุดในรอบ 8 ปี  

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Bitcoin (BTC) ปิดฉากไตรมาสแรกของปี 2026 ด้วยการร่วงลงกว่า 22.2% ถือเป็นสถิติการปรับตัวลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018 โดยได้รับแรงกดดันมหาศาลจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และนโยบายดอกเบี้ยที่เข้มงวดของ Fed
  • สถิติวานิชธนกิจชี้ให้เห็นสัญญาณ “จุดกลับตัว” เมื่อยอดการเปิดสถานะ Short ETF พุ่งทะยานแตะ 9,012 BTC ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ประกอบกับค่า Funding Rate ที่ติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 32 วัน มักจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ตลาดใกล้ถึงจุดต่ำสุดเต็มที
  • นักวิเคราะห์จาก Presto Research และ K33 มองว่า การร่วงลงครั้งนี้เป็นเพียงการปรับฐานตามวงจรเท่านั้น เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานและการถือครองของนักลงทุนระยะยาวในระดับสถาบันยังคงแข็งแกร่ง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral 

ในระยะสั้นราคา Bitcoin มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways เนื่องจากเข้าสู่ช่วงวันหยุดเทศกาลอีสเตอร์ซึ่งมักจะมีปริมาณการซื้อขายเบาบางและสภาพคล่องต่ำ 

อย่างไรก็ตาม ในระยะกลาง ภาพรวมเริ่มดูมีความหวังมากขึ้น จากปริมาณการ Short ที่หนาแน่นจนอาจเกิดปรากฏการณ์ Short Squeeze หรือการดีดตัวกลับอย่างรุนแรงหากมีข่าวบวกเข้ามาฉีดเข้าสู่ตลาด เช่น การคลี่คลายของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หรือความชัดเจนของกฎหมาย Clarity Act ในสหรัฐฯ

Bitcoin เปิดฉากปี 2026 ด้วยความบอบช้ำ หลังปิดไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ด้วยผลตอบแทนที่ติดลบถึง 22.2% กลายเป็นไตรมาสแรกที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 8 ปี นับตั้งแต่ช่วงตลาดหมีในปี 2018 ที่ติดลบไป 49.7%

ข้อมูลจาก Yahoo Finance เผยให้เห็นว่า ราคา Bitcoin ร่วงลงจากระดับ $87,508 ในวันขึ้นปีใหม่ ลงมาเคลื่อนไหวแถว $66,619 ในช่วงปลายเดือนมีนาคม หากนับรวมกับช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนหน้า เท่ากับว่ามูลค่า Bitcoin หายไปแล้วกว่า 41.6% ภายในเวลาเพียง 6 เดือน ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนแบบปิดรับความเสี่ยง ของนักลงทุนทั่วโลก

แรงกดดันมหาศาล เมื่อกองทุน ETF มีเงินไหลออก

สาเหตุหลักที่ฉุดกระชากราคาในรอบนี้มาจากสองปัจจัยหลักคือ เม็ดเงินที่ไหลออกจาก กองทุน Spot Bitcoin  ETF อย่างต่อเนื่องในสหรัฐฯ ตามรายงานของ SoSoValue สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนสถาบันเริ่มดึงทุนกลับเพื่อถือเงินสดมากขึ้น ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ยังคงยืนกรานใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อสยบปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงตัวสูง ยิ่งซ้ำเติมให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซีขาดแรงสนับสนุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สัญญาณล้างพอร์ตสาย Short จุดต่ำสุดอาจอยู่แค่เอื้อม

แม้ภาพรวมจะดูเลวร้าย แต่บริษัทวิจัยชั้นนำอย่าง K33 Research กลับพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ยอดการเปิดสถานะ Short ETF พุ่งสูงถึง 9,012 BTC ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นอันดับ 2 เท่าที่เคยมีมา และเพิ่งเพิ่มขึ้นอีก 22% ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา 

 ฝั่ง Short Bitcoin ของ ProShares (BITIและ SBIT) ที่มา : K33.

ซึ่งสถานการณ์ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดมองลบสุดขีดจนทำให้ค่า Funding Rate ติดลบต่อเนื่องยาวนาน 32 วัน มักจะเป็นสัญญาณทางเทคนิคที่บ่งบอกว่าตลาดนั้น “ขายมากเกินไป” และมีโอกาสสูงที่จะเกิดการกลับตัวแบบฉับพลัน จากการไล่ซื้อคืนของฝั่ง Short หากราคาเริ่มขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย

กราฟของ K33 Research เกี่ยวกับค่า Funding Ratesของ Bitcoin ที่มา : K33.

นักวิเคราะห์ชี้พื้นฐานยังไม่เสีย แค่ปรับฐานตามรอบ

ฝั่ง Presto Research ได้ให้มุมมองที่ค่อนข้างอุ่นใจว่า การดิ่งลงรอบนี้เป็นเพียงการปรับฐานใหญ่ใน Cycle ไม่ใช่การล่มสลายของโครงสร้างตลาดแต่อย่างใด เนื่องจากกลุ่มผู้ถือครองระยะยาวยังคงไม่ขยับเหรียญ และการยอมรับในระดับสถาบันยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ตลาดฟื้นตัวได้จริงคือ ความหวังในการเจรจาสงบศึกในตะวันออกกลางตามที่ Donald Trump เคยกล่าวไว้ รวมถึงการผ่านร่างกฎหมาย Clarity Act ที่จะสร้างความชัดเจนให้กับอุตสาหกรรมคริปโตในสหรัฐฯ

ที่มา : coinpost


มุมมองผู้เขียน : การที่ Bitcoin ร่วงหนักขนาดนี้ในรอบ 8 ปี คือบททดสอบจิตใจครั้งสำคัญของชาวคริปโต และถ้าข่าวสงครามคลี่คลายเมื่อไหร่ เราอาจจะได้เห็นการดีดกลับของราคาที่รุนแรงก็เป็นได้