สรุปข่าว
- IMF เผยแพร่เอกสาร “Tokenized Finance” เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 ระบุว่าการแปลงสินทรัพย์ทางการเงินเป็นโทเคนบนบัญชีแยกประเภทแบบโปรแกรมได้นั้น กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบการเงินในกำกับอย่างมีนัยสำคัญ
- IMF ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในระบบการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ครอบคลุมธนาคาร ผู้จัดการสินทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานของตลาดการเงิน โดยชี้ว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การปรับปรุงประสิทธิภาพเล็กน้อย
- การรับรองของ IMF ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญว่าสถาบันระหว่างประเทศชั้นนำเริ่มมองเทคโนโลยีบล็อกเชนในฐานะส่วนหนึ่งของอนาคตระบบการเงินโลก ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางนโยบายและการลงทุนต่อไป
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ IMF ยอมรับอย่างเป็นทางการว่า Tokenization กำลังเปลี่ยนโฉมระบบการเงินในกำกับ เป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีบล็อกเชนในสายตาสถาบันการเงินระดับโลก แม้ผลต่อราคาคริปโตในระยะสั้นอาจยังจำกัด เนื่องจากยังไม่มีมาตรการนโยบายที่เป็นรูปธรรม แต่การรับรองนี้ช่วยเสริมความมั่นใจให้นักลงทุนสถาบันที่ยังลังเลอยู่
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่เอกสารชื่อ “Tokenized Finance” เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 โดยมี Tobias Adrian เป็นผู้เขียน ระบุว่าการแปลงสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงินให้อยู่ในรูปแบบโทเคนบนบัญชีแยกประเภทแบบโปรแกรมได้ กำลังส่งผลให้ระบบการเงินทั่วโลกเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ตามรายงานจาก “>Watcher.Guru IMF ระบุชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดกำลังเกิดขึ้นภายในระบบการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ซึ่งครอบคลุมธนาคาร ผู้จัดการสินทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานของตลาดการเงิน โดย IMF มองว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงิน ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงประสิทธิภาพเล็กน้อยเท่านั้น
Tokenization ในระบบการเงินกำกับ มีความสามารถอะไรบ้าง
เอกสารของ IMF ชี้ให้เห็นว่า Tokenization สามารถเปิดใช้งาน “atomic settlement” หรือการชำระเงินที่เกิดขึ้นพร้อมกันในทันที การบริหารสภาพคล่องแบบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงการฝังกฎการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (compliance) ไว้ในตัวสินทรัพย์โดยตรง ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและความเสี่ยงจากการชำระเงินที่ผิดพลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ
IMF ยังระบุว่าเทคโนโลยีนี้อาจลดความจำเป็นของบทบาทบางอย่างในระบบการเงิน เช่น ผู้ทำหน้าที่จดทะเบียนสินทรัพย์ (registrar) เนื่องจากสัญญาอัตโนมัติสามารถจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือโทเคนได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง อย่างไรก็ตาม IMF ก็เคยเตือนไว้ก่อนหน้านี้ว่า Tokenization อาจขยายความผันผวนของตลาดและก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบได้เช่นกัน เนื่องจากระบบสัญญาอัตโนมัติที่เชื่อมโยงซับซ้อนอาจนำไปสู่วิกฤตในวงกว้างได้ในช่วงที่ตลาดกดดัน
สถาบันระดับโลกทยอยรับรองเทคโนโลยีบล็อกเชน
การออกเอกสารฉบับนี้ต่อเนื่องจากบทบาทที่ IMF เพิ่มความสนใจเรื่อง Tokenization อย่างจริงจังในช่วงปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ในเดือนพ.ย. 2568 IMF ได้เผยแพร่เอกสารเรื่อง “Central Bank Exploration of Tokenized Reserves” ที่พูดถึงการที่ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังสำรวจแนวทางนำสำรองเงินมาอยู่บนเทคโนโลยี DLT เพื่อรองรับการชำระเงินของสินทรัพย์โทเคน ขณะที่เมื่อเดือนม.ค. 2569 ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ก็ออกแถลงการณ์ร่วมชี้แจงว่า Tokenization เป็นเครื่องมือเชิงเทคนิค ไม่ใช่นวัตกรรมทางกฎหมายที่เปลี่ยนสถานะของหลักทรัพย์แต่อย่างใด
การรับรองของสถาบันระดับโลกที่เพิ่มขึ้นนี้ สอดคล้องกับกระแสที่บริษัทการเงินรายใหญ่อย่าง Standard Chartered และ Deutsche Bank ต่างขยายบริการด้านคริปโตและสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแบบใหม่บนบล็อกเชนกำลังก้าวเข้าสู่กระแสหลักอย่างชัดเจน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่ IMF ออกมาพูดชัดเจนว่า Tokenization กำลัง “เปลี่ยนโฉม” ระบบการเงินในกำกับนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่หลายคนอาจมองข้ามไป เพราะ IMF ไม่ใช่องค์กรที่จะพูดเรื่องนี้เบาๆ ในอดีตพวกเขายังเคยออกมาเตือนว่าคริปโตเป็นภัยต่อเสถียรภาพการเงินโลกมาแล้ว การเปลี่ยนจุดยืนมาชี้ว่า Tokenization เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนั้นบอกอะไรหลายอย่าง แต่ก็ต้องจับตาดูว่าจะมีมาตรการหรือแนวนโยบายที่เป็นรูปธรรมตามมาหรือเปล่า เพราะการรับรองในเชิงวิชาการกับการลงมือทำจริงยังห่างกันอยู่พอสมควร
เครดิตภาพจาก ” target=”_blank” rel=”noopener”>@RWAwatchlist_
