bitkub-banner

บริษัทพนักงาน 2 คนใช้ AI ทำรายได้ $401 ล้านในปีแรก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Matthew Gallagher วัย 41 ปี ก่อตั้งบริษัท Medvi บริการสุขภาพทางไกล GLP-1 เมื่อเดือน ก.ย. 2567 ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 20,000 ดอลลาร์ และพนักงานประจำเพียง 2 คน
  • ในปี 2568 Medvi ทำรายได้ 401 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 หมื่นล้านบาท) กำไรสุทธิ 16.2% คิดเป็น 65 ล้านดอลลาร์ โดยใช้เครื่องมือ AI มากกว่าสิบรายการ ทั้ง ChatGPT, Claude, Grok, Midjourney และ ElevenLabs
  • ปี 2569 Medvi มีรายได้รายวันกว่า 3 ล้านดอลลาร์ และคาดการณ์รายได้ทั้งปีที่ 1.8 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างพลิกโฉม

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

เรื่องราวของ Medvi เป็นหลักฐานสดๆ ว่า AI สามารถสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ได้จริงโดยไม่ต้องอาศัยทุนจำนวนมากหรือพนักงานจำนวนมาก บรรยากาศนี้ส่งเสริมความเชื่อมั่นในศักยภาพของ AI โดยรวม ซึ่งเป็นผลดีต่อโครงการและเหรียญในกลุ่ม AI บนโลกคริปโตด้วย

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 หนังสือพิมพ์ New York Times ได้เผยแพร่บทความโปรไฟล์ที่ทำให้วงการธุรกิจและเทคโนโลยีต้องหยุดตะลึง เมื่อ Matthew Gallagher ชาวลอสแอนเจลิสวัย 41 ปี สร้างบริษัทบริการสุขภาพทางไกล Medvi ขึ้นมาได้ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 20,000 ดอลลาร์ พนักงานประจำเพียง 2 คน และเครื่องมือ AI เป็นหัวใจหลักในการดำเนินงาน ตามรายงานจาก Cointelegraph ซึ่งอ้างอิงข้อมูลดังกล่าว บริษัทนี้เปิดตัวเมื่อเดือน ก.ย. 2567 และในปีแรกที่เต็มปี คือปี 2568 สามารถทำรายได้ถึง 401 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 หมื่นล้านบาท) พร้อมกำไรสุทธิ 65 ล้านดอลลาร์ และปัจจุบันอยู่ในเส้นทางที่จะทำรายได้ถึง 1,800 ล้านดอลลาร์ในปี 2569

https://x.com/Cointelegraph/status/2040041846999580789

AI แทนพนักงานได้จริง แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง

Gallagher ใช้เครื่องมือ AI มากกว่าสิบรายการในการบริหาร Medvi ได้แก่ ChatGPT, Claude และ Grok สำหรับการเขียนโค้ด, Midjourney และ Runway สำหรับสร้างสื่อโฆษณา รวมถึง ElevenLabs สำหรับสื่อสารกับลูกค้าด้วยเสียงสังเคราะห์ ส่วนงานด้านการแพทย์ เช่น การจัดหาแพทย์ที่มีใบอนุญาต การจ่ายยา การจัดส่ง และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ถูกเอาท์ซอร์สให้กับแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานอย่าง CareValidate และ OpenLoop Health

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวนี้ไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่ต้น ในระยะแรก แชตบอต AI ของ Medvi มีปัญหาด้านความถูกต้อง บางครั้งให้ข้อมูลราคายาที่คลาดเคลื่อนหรืออ้างว่ามีสินค้าที่ไม่มีจริง Gallagher จึงต้องปรับแนวทาง โดยนำทนายความและนักบัญชีจริงมาดูแลงานด้านกฎหมายและการเงิน แทนที่จะพึ่ง AI ในทุกส่วน นอกจากนี้บริษัทยังใช้เอเจนซีโฆษณาแทนการซื้อโฆษณาเองด้วย

โมเดลธุรกิจที่ก้าวหน้า แต่ก็มีจุดเปราะบาง

Medvi มีลูกค้าแล้วกว่า 250,000 รายในปี 2568 และในเดือน ก.พ. 2569 ได้เปิดตัวกลุ่มสินค้าสุขภาพสำหรับผู้ชาย ซึ่งได้รับลูกค้าใหม่ถึง 50,000 รายในเดือนแรก จากนั้นเดือน มี.ค. 2569 ยังขยายไปสู่บริการจัดส่งอาหาร โดยมีแผนในอนาคตครอบคลุมสุขภาพสตรี ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม และสกินแคร์ ปัจจุบัน Medvi สร้างรายได้รายวันกว่า 3 ล้านดอลลาร์ โดยยังไม่ได้รับเงินลงทุนจากภายนอกและไม่มีมูลค่าบริษัทอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า Medvi ไม่มีเทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะตัว เครือข่ายแพทย์ หรือโครงสร้างพื้นฐานร้านยาเป็นของตนเอง ทำให้โมเดลธุรกิจนี้มีความเสี่ยงที่คู่แข่งจะเลียนแบบได้ไม่ยาก ความสำเร็จของ Gallagher อาจขึ้นอยู่กับการเป็นผู้บุกเบิกในตลาดและความเร็วในการขยายฐานลูกค้าเป็นหลัก


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องของ Matthew Gallagher กับ Medvi นี่มันน่าตื่นเต้นมากนะ เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นจริงๆ ว่า AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยงาน แต่สามารถเป็นกระดูกสันหลังของธุรกิจขนาดใหญ่ได้เลย สิ่งที่น่าจับตาคือว่าพอคู่แข่งหน้าใหม่เริ่มก็อปโมเดลเดียวกันนี้มากขึ้น Medvi จะยังรักษาความได้เปรียบเอาไว้ได้ไหม เพราะถ้าไม่มี moat ที่แข็งแกร่งพอ การเติบโตแบบนี้อาจชะลอตัวได้เร็ว สำหรับวงการคริปโตและ AI token บอกเลยว่ากรณีศึกษาแบบนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในศักยภาพของ AI ได้จริง แต่ก็ต้องระวังว่าอย่าเพิ่งฝันไปไกลเกินข้อเท็จจริงที่มีอยู่

ที่มา: X.com

เครดิตภาพจาก @Cointelegraph