bitkub-banner

ก.ล.ต. ขยายนิยาม “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” คุมแหล่งเงินทุนในธุรกิจคริปโต

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สำนักงาน ก.ล.ต. ขยายคำนิยาม “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” ให้ครอบคลุม “ผู้ให้แหล่งเงินทุน” ในธุรกิจหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 แล้ว
  • ผู้ประกอบธุรกิจต้องตรวจสอบสถานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่และยื่นขอรับความเห็นชอบสำหรับบุคคลที่เข้าเกณฑ์ใหม่ภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันที่กฎเริ่มบังคับใช้
  • มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งใน 5 มาตรการสกัดทุนเทาของ ก.ล.ต. ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ยกระดับให้เป็น “วาระแห่งชาติ”

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

มาตรการกำกับดูแลนี้มุ่งเพิ่มความโปร่งใสด้านแหล่งที่มาของเงินทุนในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยโดยตรง ในระยะสั้นอาจสร้างภาระด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ให้แก่กระดานเทรดที่ได้รับใบอนุญาต แต่หากมาตรการนี้ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของตลาดในระยะยาว ก็อาจเป็นผลดีต่อนักลงทุนสถาบันที่ต้องการความมั่นใจด้านกฎระเบียบ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ประกาศขยายนิยาม “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” ในธุรกิจหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล ให้ครอบคลุมถึง “ผู้ให้แหล่งเงินทุน” ด้วย โดยหลักเกณฑ์ใหม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 แล้ว ตามรายงานจาก ก.ล.ต. มาตรการนี้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งในฐานะหนึ่งใน 5 มาตรการสกัดทุนเทาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดย ก.ล.ต. ได้ยกระดับการปราบปรามทุนเทาให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของนักลงทุนและความน่าเชื่อถือของตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย

นิยามใหม่ครอบคลุมใครบ้าง และผู้ประกอบธุรกิจต้องทำอะไร

ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่ บุคคลที่ถือว่าเป็น “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” ครอบคลุมถึงผู้ที่ถือหุ้นหรือสิทธิออกเสียงเกินกว่า 10% ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงผู้ที่มีอำนาจควบคุมที่แท้จริงเหนือบริษัทหรือหุ้นของบริษัทที่ได้รับใบอนุญาต นอกจากนี้ การพิจารณายังรวมถึงคู่สมรส คู่ชีวิต บุตรผู้เยาว์ และบุคคลที่แสดงเจตนาร่วมกันในการออกเสียงไปในทิศทางเดียวกัน (acting in concert) อีกด้วย

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ทุกราย มีหน้าที่ต้องตรวจสอบสถานะของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ตามนิยามใหม่นี้ และยื่นขอรับความเห็นชอบสำหรับบุคคลที่เข้าเกณฑ์ภายใน 180 วัน นับจากวันที่กฎมีผลบังคับใช้คือวันที่ 4 มีนาคม 2569 ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบธุรกิจมีเวลาจนถึงประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อดำเนินการให้ครบถ้วน กระทรวงการคลังยังได้ออกประกาศที่เกี่ยวข้องซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วย

เป้าหมายหลักคือการสกัดทุนเทาและโครงสร้างถือหุ้นซับซ้อน

สาระสำคัญของการปรับปรุงครั้งนี้คือการเพิ่ม “ผู้ให้แหล่งเงินทุน” เข้าไปในนิยามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อติดตามแหล่งที่มาของเงินทุนที่แท้จริง และป้องกันไม่ให้โครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อนถูกใช้เป็นช่องทางซุกซ่อนเงินทุนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก.ล.ต. ได้เริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะสำหรับการปรับปรุงครั้งนี้ตั้งแต่ช่วงวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ถึง 9 มกราคม 2569 และอนุมัติแนวทางการปรับปรุงนิยามผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568

มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความร่วมมือบูรณาการที่กว้างขึ้น ซึ่งรวมถึงความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอีเอส) เพื่อสกัดกั้นธุรกรรมที่ผิดปกติและป้องกันการฟอกเงิน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ก.ล.ต. ปรับกฎกองทุนโทเคน ยกเว้นรอบ T+1 ออกและไถ่ถอนหน่วยลงทุนได้ทันที ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ก.ล.ต. กำลังเดินหน้าปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในหลายมิติพร้อมกัน


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่ามาตรการนี้เป็นก้าวที่สมเหตุสมผลในการยกระดับมาตรฐานกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย เพราะโครงสร้างถือหุ้นซับซ้อนคือช่องโหว่ที่กลุ่มทุนเทาใช้มาโดยตลอด การบังคับให้เปิดเผย “ผู้ให้แหล่งเงินทุน” จะทำให้ติดตามต้นทางของเงินได้ง่ายขึ้นมาก สิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือว่ากระดานเทรดที่ได้รับใบอนุญาตจะสามารถปรับตัวได้ทันภายใน 180 วันหรือไม่ และ ก.ล.ต. จะพิจารณาอนุมัติคำขอเหล่านี้บนพื้นฐานใด สำหรับนักลงทุนไทยควรติดตามว่ากระดานเทรดที่ตนใช้งานอยู่ดำเนินการตามกฎใหม่นี้อย่างไรบ้าง

ที่มา: ก.ล.ต.

ภาพจาก AI