bitkub-banner

ท๊อป จิรายุส เตือน AI จะแย่งงานทำคนตกงานครึ่งโลกภายใน 5 ปี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ท๊อป จิรายุส ผู้ก่อตั้ง Bitkub เผยวิสัยทัศน์ในรายการ หนุ่ย Talk and Chill ชี้ AI จะฉลาดกว่ามนุษย์ในปีหน้า และในอีก 5 ปีจะฉลาดกว่ามนุษย์ 8,000 คนรวมกัน ส่งผลให้คนกว่า 40% หรือเกือบครึ่งโลกเสี่ยงตกงาน
  • เผยเบื้องหลัง Bitkub เริ่มนำ AI มาใช้จริง ทีมการตลาดคนเดียวผลิตบทความได้ 400 ชิ้นต่อวัน สวนทางกับอดีตที่ทำได้เพียง 20 ชิ้นต่อเดือน ย้ำภาพลักษณ์องค์กรในอนาคตจะเหลือเพียงระดับบริหารที่คอย “ตรวจงาน” ขณะที่แขนขาคือ AI ทั้งหมด
  • เผย Elon Musk คาดการณ์ว่า โลกจะกำลังเข้าสู่ “ยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์” เมื่อต้นทุนการผลิตและบริการวิ่งเข้าใกล้ 0 บาท (Marginal Cost of Service) จากการแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานได้แม่นยำกว่ามนุษย์

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral 

แม้การคาดการณ์นี้จะฟังดูน่ากลัวสำหรับตลาดแรงงาน แต่ในมุมของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและคริปโต ถือเป็นปัจจัยที่เป็นกลาง การลดต้นทุนการดำเนินงานในบริษัทเทคโนโลยี จะช่วยเพิ่มกำไรและประสิทธิภาพของระบบนิเวศ

อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาคจากการตกงานเป็นวงกว้างอาจกดดันกำลังซื้อในสินทรัพย์เสี่ยงได้ในระยะสั้น

เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา คุณท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Bitkub ได้จุดประเด็นร้อนในสังคมผ่านรายการ “หนุ่ย Talk and Chill” โดยกล่าวเตือนว่า โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ที่น่ากังวลที่สุดสำหรับตลาดแรงงาน

คุณท๊อปคาดการณ์ว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า ประชากรวัยทำงานเกือบครึ่งหนึ่ง หรือราว 40-50% อาจต้องตกงาน ซึ่งเป็นผลมาจากความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น จากเดิมที่ต้องอาศัยมนุษย์ในการพัฒนา ปัจจุบัน AI สามารถ “สอนตัวเอง” และสร้างโค้ดเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของมันเองได้แล้ว ซึ่งเป็นจุดที่เหนือกว่าศักยภาพของมนุษย์ 

คุณท๊อปได้ย้ำเตือนอย่างหนักแน่นว่า “ในอีก 5 ปีข้างหน้า คน 1 ใน 2 คนจะตกงานเพราะ AI” พร้อมชี้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า และทุกคนจำเป็นต้องเริ่มปรับตัวและลงมือทำอะไรบางอย่างอย่างจริงจังตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้

ยุคของ AGI และ ASI มาเร็วกว่าที่คิด

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือ การคาดการณ์ว่าระดับความฉลาดของ AI กำลังจะพัฒนาแบบก้าวกระโดด จากยุคปัจจุบัน (Generative AI) ไปสู่ AGI (Artificial General Intelligence) ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่มีความฉลาดทัดเทียมมนุษย์ และอาจไปถึงจุดสูงสุดคือ ASI (Artificial Superintelligence) ที่มีความสามารถเหนือกว่ามนุษย์อย่างมหาศาล ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้

คุณท๊อปได้อ้างอิงข้อมูลจาก Elon Musk ที่เคยกล่าวในงาน World Economic Forum ว่า ภายในปีหน้า AI จะฉลาดกว่ามนุษย์ และในอีก 5 ปีข้างหน้า ศักยภาพของมันจะเทียบเท่ากับมนุษย์ถึง 8,000 คนรวมกัน หัวใจสำคัญของการเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้คือ การที่ AI เริ่มทำงานพื้นฐานชิ้นแรกได้สำเร็จ นั่นคือการ “เขียนโค้ด” ซึ่งทำให้มันสามารถพัฒนาและต่อยอดความสามารถของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอการป้อนข้อมูลจากมนุษย์ที่มักมีข้อจำกัดและล่าช้าอีกต่อไป

 “40%  หรือ 1 ใน 2  คือ ช่วงข้อมูลที่ AI รับรู้ได้ ภายในปีหน้า อันนี้ elon musk บอกนะ จะฉลาดกว่าคนแล้ว เขาพูดที่ ดาวอส ที่ World Economic Forum”

คุณท๊อปอธิบายว่า ที่ผ่านมาการพัฒนา AI ถูกจำกัดด้วยเพดานความสามารถของมนุษย์ แต่เมื่อ AI สามารถเรียนรู้ที่จะเขียนโค้ดได้ มันจึงใช้ทักษะนี้พัฒนาตัวเองซ้ำ ๆ ทำให้การเติบโตของมันไม่ถูกจำกัดด้วยขีดความสามารถของมนุษย์อีกต่อไป สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะในขณะที่มนุษย์สอนให้ AI เขียนโค้ดเพื่อที่มันจะได้พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น กลับกลายเป็นว่าทักษะเดียวกันนี้กำลังจะเข้ามาแทนที่ผู้สร้างมันเสียเอง

“วิศกรที่เก่งที่สุดใน Spotify เขาบอกว่า ตั้งแต่ตรวจงาน เช็คงาน ตรวจลูกน้อง คือ AI โค้ดหมดแล้ว  ไม่ต้องใช้วิศวกรหรอกครับ”

Bitkub โมเดล คนเดียวทำงานแทนได้ทั้งทีม

คุณท๊อป จิรายุส ได้ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงแล้วภายในองค์กรของเขาเอง จากเดิมที่ทีมการตลาดขนาดใหญ่ของ Bitkub ต้องใช้เวลาเป็นเดือนเพื่อผลิตบทความเพียง 20 ชิ้น ปัจจุบัน พนักงานเพียงคนเดียวที่แม้จะไม่มีทักษะการเขียนโค้ด ก็สามารถใช้ AI สร้างสรรค์บทความได้มากถึง 400 บทความต่อวัน ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เหลือเพียงแค่อ่าน แล้วอนุมัติ ไม่ต้องเขียนเอง ตรวจงานอย่างเดียว 

อีกหน่อยทุกคนจะเป็นแค่ผู้จัดการ อ่าน ตรวจ อนุมัติ ฝ่ายการตลาดก็ อ่าน ตรวจ อนุมัติ ไม่มีใครมานั่งโค้ด ไม่มีใครมานั่งเขียนบทความ

หน้าที่ของมนุษย์ในวันนี้จึงเปลี่ยนจาก “ผู้ผลิต” กลายเป็น “ผู้จัดการ” ที่ทำหน้าที่เพียงอ่าน ตรวจ และอนุมัติเท่านั้น โครงสร้างองค์กรในอนาคตจะเล็กลงมหาศาล โดยเหลือเพียงระดับบริหารที่สั่งงานแม่นยำ ผ่านการ Promp  และมีแขนขาเป็น AI ทั้งหมด ซึ่งจะสร้างผลผลิต มหาศาลในต้นทุนที่ต่ำลง

คุณท๊อป ยังกล่าวเสริมถึงภาพองค์กรในอนาคตว่า :

“ลองคิดภาพว่า อีกหน่อย ขีดจำกัดสูงสุดที่ AI จะสามารถพัฒนาไปได้คือ ความสามารถในการ prompt กับตรวจงาน เพราะฉะนั้น มันคือระดับเดียวกับ C Level คือ ระดับเดียวที่เก่งที่สุด

CFO ก็ต้องเก่งที่สุดในการเงิน แล้วข้างล่างแขนขาใต้ CFO เป็น AI หมดเลย เพราะใครจะทำงานสู้ AI ได้อะ เพราะคนสั่งแม่นยำ มันทำงานได้ดีกว่าคนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น สูงสุดขององค์กร จะมีแค่ C Level และลงมาจาก C Level เป็น AI ทำงานหมดเลย เพราะหน้าที่ของ C Level คือ ตรวจงาน สั่งงาน วางแผนงาน

แต่ถ้า C Level ไม่เก่ง มันก็สั่งงานได้แบบออกนอกลู่ นอกทาง มันก็ออกมาไม่เป็นระเบียบ มันก็ออกมาผลลัพธ์ก็อีกแบบหนึ่ง ถ้าสั่งไม่เก่ง ซึ่งองค์กรมันจะเล็กลงมหาศาล แต่ประสิทธิภาพนี้คือโอ้ยยย…

ถ้าทุกคนใน Bitkub ใช้ AI เป็นเนี่ย ลองดูสิครับ ทีมใหญ่เขียนได้ 20 บทความต่อเดือน อันนี้ไม่มีคนซักคนเขียนได้ 400 บทความ ต่อวัน มีแค่คนตรวจคนเดียว กลายเป็นว่า ถ้าคนสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้ทั้งองค์กร 1,000 คน จะมีผลผลิตเท่ากับเป็นแสนคน แต่จ่ายเงินได้แค่ 1,000 คน”

ดาบสองคมสู่ยุคความอุดมสมบูรณ์

แม้ว่าการมาของ AI จะเปรียบเสมือนดาบสองคมที่สร้างความกังวลใหญ่หลวงให้กับตลาดแรงงาน แต่ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ คุณท๊อป จิรายุส กลับมองว่านี่คือประตูสู่ยุคใหม่ที่เรียกว่า “ยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์”  

แทนที่จะเลือกแนวทางที่คนส่วนใหญ่กังวล คือการลดจำนวนพนักงานเพื่อรักษาผลผลิตเท่าเดิม คุณท๊อปเผยว่า Bitkub มีนโยบายที่จะรักษาทีมงานไว้เท่าเดิม แต่เพิ่มศักยภาพให้พวกเขาสามารถสร้างผลผลิตได้มหาศาลขึ้น หรือ ทำสิ่งต่าง ๆ ให้มากขึ้น ด้วยทรัพยากรเท่าเดิม”

ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับแนวคิดที่ Elon Musk เคยกล่าวไว้ และเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ต้นทุนส่วนเพิ่มในการให้บริการเข้าใกล้ศูนย์ กล่าวคือ เมื่อ AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ ต้นทุนในการให้บริการลูกค้าแต่ละรายจึงแทบไม่เพิ่มขึ้น 

นอกจากนี้ AI ยังช่วยลดความไร้ประสิทธิภาพในกระบวนการต่าง ๆ และทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ในหลายมิติ ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ยุคที่สินค้าและบริการมีอยู่อย่างล้นเหลือและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

 ที่มา : facebook 


มุมมองผู้เขียน : ใครที่ยังคิดว่า “AI แทนที่คนไม่ได้” อาจต้องคิดใหม่ เพราะความจริงคือ องค์กรไม่ได้จ้างคนเพิ่ม แต่ให้คนเดิมใช้ AI ทำงานแทนได้มากขึ้น 

5 ปีนับจากนี้ ใครที่ Prompt ไม่เป็นหรือไม่เข้าใจการสั่งงาน AI จะกลายเป็นกลุ่มแรกที่ตกงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้