bitkub-banner

JPMorgan จี้ธนาคารเร่งสร้างบล็อกเชนรับมือภัยคริปโต

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ซีอีโอ JPMorgan เตือนผู้ถือหุ้น ธนาคารต้องเร่งสร้างบล็อกเชนของตัวเองเพื่อสู้กับภัยคุกคามจากคริปโตอย่าง Stablecoin และ Smart Contract
  • JPMorgan มีทั้ง JPM Coin, บล็อกเชน Kinexys แถมผู้บริหารยังไปร่วมโปรเจกต์ออกตราสารหนี้บนเครือข่าย Solana อีกด้วย
  • กลุ่มธนาคารพยายามล็อบบี้กฎหมายห้าม Stablecoin จ่ายผลตอบแทน อ้างกลัวคนแห่ถอนเงินฝาก แต่โดนทำเนียบขาวเบรกว่าทำไปก็ไม่ได้ช่วยแบงก์เท่าไหร่ 

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

ซีอีโอของ JPMorgan ส่งสัญญาณเตือนถึงสถาบันการเงินดั้งเดิมให้เร่งสร้างบล็อกเชนเป็นของตัวเอง เพื่อรับมือกับการแข่งขันจากโลกคริปโต ซึ่งทางธนาคารได้พิสูจน์ความสำเร็จนี้แล้วผ่านยอดธุรกรรมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 30 เท่า ในขณะเดียวกัน แม้กลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่จะพยายามล็อบบี้รัฐบาลเพื่อสกัดกั้นการเติบโตของ Stablecoin แต่ท้ายที่สุดก็ถูกทำเนียบขาวปัดตกไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน 

Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดถึงผู้ถือหุ้น ประกาศชัดสถาบันการเงินดั้งเดิมต้องเร่งสร้างเทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นของตนเองโดยด่วน เพื่อรับมือกับคู่แข่งกลุ่มใหม่จากโลกคริปโตเคอร์เรนซี โดยเฉพาะ Stablecoin และ Smart Contract ที่กำลังเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด

สิ่งที่ทำให้คำพูดของ JPMorgan ฟังดูมีน้ำหนักคือ ธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งนี้ได้ซุ่มวางโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนอย่างจริงจังมาพักใหญ่แล้ว ทั้งการสร้าง JPM Coin, บล็อกเชน Kinexys ไปจนถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมทดลองออกตราสารหนี้บนบล็อกเชนชื่อดังอย่าง Solana 

การปรับตัวของ JPMorgan ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดทำธุรกรรมบนผลิตภัณฑ์บล็อกเชนของธนาคารพุ่งทะยานถึง 30 เท่านับตั้งแต่ปี 2023 ตอกย้ำให้โลกเห็นว่า สถาบันการเงินระดับท็อปต้องยอมรับความจริงว่า “บล็อกเชนคือของจริง” และต้องลงสนามเพื่อความอยู่รอด

ในทางกลับกัน กลุ่มธนาคารดั้งเดิมกลับเล่นเกมการเมือง โดยพยายามล็อบบี้กฎหมายสหรัฐฯ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้ออก Stablecoin สามารถจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือครองได้ โดยอ้างความเสี่ยงเรื่องประชาชนจะแห่ถอนเงินฝากจนระบบพัง

แต่เกมสกัดดาวรุ่ง Stablecoin ต้องจบลง เมื่อสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาวกางตัวเลขวิเคราะห์ที่สวนทาง โดยชี้ชัดว่า การแบนผลตอบแทนจาก Stablecoin จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ธนาคารนำไปปล่อยกู้ได้เพียง 0.02% แต่กลับจะสร้างความเสียหายและตัดผลประโยชน์ของผู้บริโภคสูงถึง 800 ล้านดอลลาร์


มุมมองผู้เขียน: ท่าทีของทำเนียบขาวที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้คำขู่ของกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ ส่งผลให้ประตูสู่โอกาสใหม่ของตลาดคริปโตและบล็อกเชน Layer-1 เปิดกว้างขึ้นทันที ตอนนี้ฝ่ายที่ต้องเริ่มปรับตัวไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเหล่าสถาบันการเงินดั้งเดิมที่กำลังถูกคลื่นลูกใหม่บีบให้ต้องยอมจำนนและหันมาปรับตัวเข้ากับโลกคริปโตแทน

ที่มา: TradingView