bitkub-banner

WLFI กู้ $50 ล้านจาก Dolomite ใช้โทเคนตัวเองค้ำ ดูดสภาพคล่องพูลจนผู้ฝากถอนไม่ได้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 World Liberty Financial (WLFI) กู้ยืม USD1 จำนวน 50.44 ล้านดอลลาร์จากโปรโตคอล Dolomite โดยใช้โทเคน WLFI เกือบ 3 พันล้านโทเคนเป็นหลักประกัน
  • การกู้ยืมครั้งเดียวนี้ดูดสภาพคล่อง USD1 ในพูลจนหมด ทำให้ผู้ฝากเงินถอนไม่ได้ และดอกเบี้ยเงินฝากพุ่งสูงถึง 35.81%
  • เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในโปรเจกต์คริปโตที่เชื่อมโยงกับตระกูลทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งถูกบริษัทจัดอันดับให้เป็นระดับ D

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

พฤติกรรมของ WLFI ที่ใช้โทเคนตัวเองค้ำประกันเพื่อกู้ยืม Stablecoin แล้วทำให้สภาพคล่องในพูลหมด ส่งสัญญาณเชิงลบต่อความน่าเชื่อถือของโปรเจกต์ DeFi ที่เชื่อมโยงกับการเมือง ผู้ฝากเงินอาจสูญเสียความเชื่อมั่นและถอนตัวออกจากโปรโตคอลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจกดดัน sentiment ของตลาด DeFi โดยรวมได้

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ตามรายงานจาก CoinDesk พบว่า World Liberty Financial (WLFI) โปรเจกต์ DeFi ที่เชื่อมโยงกับตระกูลทรัมป์ ได้กู้ยืมเงิน Stablecoin USD1 จำนวน 50.44 ล้านดอลลาร์ผ่านโปรโตคอลการให้ยืม Dolomite โดยใช้โทเคน WLFI จำนวนเกือบ 3 พันล้านโทเคนเป็นหลักประกัน ข้อมูลบนบล็อกเชนแสดงให้เห็นว่า WLFI นำ Stablecoin ที่กู้มาโอนต่อไปยัง Coinbase Prime และยิ่งน่าสังเกตคือการกู้ยืมครั้งเดียวนี้ดูดสภาพคล่อง USD1 ในพูลจนหมดสิ้น ทำให้เกิดภาวะอัตราการใช้สภาพคล่อง 100% และส่งผลให้ผู้ฝากเงินรายอื่นไม่สามารถถอนเงินออกจากพูลได้

ผลกระทบต่อผู้ฝากเงินและสัญญาณอันตรายของพูล

เมื่อ WLFI กู้ยืม USD1 ออกไปจากพูลของ Dolomite จนหมด ระบบได้ผลักดันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากพุ่งสูงถึง 35.81% ในขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมก็อยู่ที่ 30% ตัวเลขเหล่านี้สูงผิดปกติและเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนสำหรับวงการ DeFi ว่าพูลอยู่ในสภาวะวิกฤต เพราะตามหลักการของการให้ยืมบนบล็อกเชน เมื่ออัตราการใช้สภาพคล่องแตะ 100% ผู้ฝากเงินจะไม่สามารถถอนสินทรัพย์ออกมาได้จนกว่าจะมีการชำระคืนเงินกู้

ประเด็นที่น่ากังวลอีกประการคือ WLFI ใช้โทเคน WLFI ซึ่งเป็นโทเคนที่ตัวเองออกมาเป็นหลักประกัน แล้วนำ Stablecoin USD1 ซึ่งก็เป็น Stablecoin ที่ WLFI ออกมาเช่นกันออกมาใช้งาน กล่าวคือ WLFI กำลังใช้สินทรัพย์ที่ตัวเองสร้างขึ้นเพื่อหมุนเวียนในระบบของตัวเอง ซึ่งสร้างความเสี่ยงเชิงระบบในลักษณะที่นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจส่งผลเสียต่อผู้ฝากเงินรายอื่น

WLFI ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสมาอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ WLFI ถูกจับตา บริษัทจัดอันดับความเสี่ยงคริปโต CORE3 เพิ่งให้คะแนน WLFI ระดับ ‘D’ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 โดยระบุว่าเป็นหนึ่งในการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในอุตสาหกรรม ก่อนหน้านั้นในช่วงต้นเดือนเมษายน ยังมีรายงานว่า WLFI มีความเชื่อมโยงกับโครงการบล็อกเชน AB DAO ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถูกสอบสวนเนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร

WLFI เป็นโปรเจกต์ที่ก่อตั้งโดย Zachary Folkman, Chase Herro, Alex Witkoff, Zach Witkoff และสมาชิกในครอบครัวทรัมป์ โดยบริษัทธุรกิจของทรัมป์ถือหุ้น 60% และมีสิทธิ์ได้รับ 75% ของรายได้จากการขายโทเคน ซึ่งระดมทุนได้ราว 590 ล้านดอลลาร์ก่อนปิดการขายในเดือนมีนาคม 2568 ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า WLFI เปิดตัวเครื่องมือให้ AI จ่ายเงินด้วย USD1 ข้ามเชนได้เองอัตโนมัติ ซึ่งสะท้อนถึงการขยายระบบนิเวศของ USD1 อย่างต่อเนื่อง ทำให้การกู้ยืมครั้งล่าสุดนี้ยิ่งน่าจับตามากขึ้น


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้น่ากังวลมากกว่าที่หลายคนคิด การที่โปรเจกต์ใช้โทเคนตัวเองค้ำประกันเพื่อกู้ Stablecoin ตัวเองออกมาจากพูลจนหมด แล้วโอนไปไว้ที่ Coinbase Prime เป็นรูปแบบที่ถ้าเกิดกับโปรเจกต์ไหนที่ไม่มีชื่อทรัมป์อยู่ด้วย ตลาดคงตั้งข้อสงสัยและกดดันกันหนักกว่านี้มาก สิ่งที่ต้องจับตาคือ WLFI จะคืนเงินกู้เมื่อไหร่ และผู้ฝากเงินใน Dolomite จะรอได้นานแค่ไหนก่อนจะสูญเสียความอดทน ถ้าสภาพคล่องไม่กลับมาเร็ว ก็อาจกระทบความน่าเชื่อถือของ USD1 ในระยะยาวได้

ที่มา: CoinDesk

ภาพจาก AI