สรุปข่าว
- ZachXBT เปิดโปงเครือข่ายที่มีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ ซึ่งใช้ตัวตนปลอมและการโอนคริปโตเป็นเงินสดสร้างรายได้ราว $1 ล้านต่อเดือน
- เครือข่ายนี้ประมวลผลเงินไปแล้วกว่า $3.5 ล้านตั้งแต่ปลายปี 2025 โดยใช้ช่องทางการเงินระดับโลก รวมถึง USDT บนเครือข่าย BEP20 และบัญชี Payoneer
- กิจกรรมดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและอาจนำไปสู่การกำกับดูแลคริปโตที่เข้มข้นขึ้น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การเปิดโปงเครือข่ายที่มีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือและนิติบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรสะท้อนให้เห็นว่าคริปโตยังคงถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย ซึ่งอาจกระตุ้นให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกเพิ่มความเข้มงวดกับ Stablecoin และช่องทางการโอนเงินคริปโตมากขึ้น ส่งผลเป็นลบต่อความเชื่อมั่นของตลาดในระยะสั้น
เมื่อช่วงดึกคืนวันที่ 8 เม.ย. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก Cointelegraph นักสืบออนเชนชื่อดังอย่าง ZachXBT ได้เปิดโปงเครือข่ายฉ้อโกงที่มีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ โดยเครือข่ายนี้สร้างรายได้ราว $1 ล้านต่อเดือนผ่านการใช้ตัวตนปลอมและการแปลงคริปโตเป็นเงินสด และได้ประมวลผลเงินไปแล้วกว่า $3.5 ล้านตั้งแต่ปลายปี 2025 กิจกรรมดังกล่าวยังมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรและช่องทางการเงินระดับโลก ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับทั้งวงการคริปโตและหน่วยงานกำกับดูแล

เบื้องหลังการปฏิบัติการที่ ZachXBT เปิดเผย
หลักฐานที่ ZachXBT รวบรวมได้แสดงให้เห็นว่าเครือข่ายนี้ปฏิบัติการผ่านช่องทางสื่อสารภายในที่มีการจัดระเบียบอย่างดี โดยพบข้อความที่ถูกเปิดเผยจากแอปพลิเคชัน WebMsg ซึ่งระบุรายละเอียดการรับชำระเงินคริปโต ในวันที่ 7 ธ.ค. 2568 ผู้ใช้งานชื่อ PC-1234 ได้โพสต์ที่อยู่กระเป๋าเงิน USDT บนเครือข่าย BEP20 พร้อมระบุว่า “กรุณาส่งข้อความพร้อมลิงก์ธุรกรรมทุกครั้งที่ใช้ที่อยู่กระเป๋านี้” ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้บัญชี Payoneer ในวันที่ 3 ก.พ. 2569 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการสลับช่องทางรับเงินอย่างต่อเนื่องเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ
รูปแบบการปฏิบัติการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการใช้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินหลายชั้น ทั้ง Stablecoin อย่าง USDT และแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบดั้งเดิมอย่าง Payoneer เพื่อแปลงเงินคริปโตออกสู่ระบบการเงินปกติ วิธีนี้ช่วยให้ตามรอยได้ยากและกระจายความเสี่ยงในการถูกตรวจพบ
ความเสี่ยงต่อวงการคริปโตและการกำกับดูแล
การที่เครือข่ายนี้มีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร ทำให้เกิดความกังวลด้านการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับกระดานเทรดและแพลตฟอร์มที่ให้บริการโอนเงินคริปโต ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ การที่เกาหลีเหนือยังคงใช้คริปโตเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ยิ่งเป็นแรงกดดันให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกพิจารณามาตรการควบคุม Stablecoin และช่องทางการโอนเงินคริปโตที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า เกาหลีใต้เสนอร่างกฎหมายคุมเข้ม Stablecoin ด้วยมาตรฐานเดียวกับธนาคาร ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นในภูมิภาคเอเชียท่ามกลางความกังวลเรื่องการใช้คริปโตในทางที่ผิดกฎหมาย
ZachXBT และบทบาทในการเปิดโปงการฉ้อโกงคริปโต
ZachXBT เป็นนักสืบออนเชนที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการเปิดโปงการฉ้อโกง การฟอกเงิน และกิจกรรมผิดกฎหมายในวงการคริปโต การเปิดเผยครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในกรณีที่มีมูลค่าสูงและซับซ้อนที่สุด เนื่องจากมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับรัฐที่ถูกคว่ำบาตรอย่างเกาหลีเหนือ ซึ่งองค์กรแฮกเกอร์ Lazarus Group ของประเทศนี้เป็นที่รู้จักในฐานะตัวการหลักในการโจมตีและขโมยสินทรัพย์คริปโตจากหลายแห่งทั่วโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการเปิดโปงครั้งนี้ของ ZachXBT เป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องจับตา เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของการโกงธรรมดา แต่เป็นการที่รัฐบาลของประเทศที่ถูกคว่ำบาตรใช้คริปโตเป็นเครื่องมือระดับชาติ ซึ่งยิ่งทำให้ข้อโต้เถียงเรื่อง “คริปโตใช้โกงและฟอกเงิน” มีน้ำหนักมากขึ้นในสายตาของผู้กำกับดูแล สิ่งที่ต้องดูต่อจากนี้คือว่าหน่วยงานอย่าง สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศสหรัฐฯ (OFAC) หรือ Binance และกระดานเทรดอื่นๆ จะตอบสนองอย่างไรกับกระเป๋าเงินที่ถูกระบุ และที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ ถ้าเครือข่ายนี้สร้างเงินได้ $1 ล้านต่อเดือนแค่ที่ถูกจับตาได้ อีกเท่าไหร่ที่ยังซ่อนอยู่
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI
