สรุปข่าว
- นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Chainalysis เปิดเผยว่าอิหร่านขยายการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ Stablecoin เพื่อการค้าน้ำมัน อาวุธ และสินค้าโภคภัณฑ์
- กองกำลัง IRGC ของอิหร่านเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซด้วยคริปโต ระบบนี้อาจสร้างรายได้สูงถึง $20 ล้านต่อวัน พร้อมเตือนว่าบริษัทเดินเรือที่จ่ายค่าธรรมเนียมดังกล่าวอาจเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตร
- สหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรคริปโตต่ออิหร่านมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการระบุตัวกระดานเทรดและกระเป๋าเงินที่เชื่อมโยงกับ IRGC
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
การที่อิหร่านใช้ Stablecoin หลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรแสดงให้เห็นถึงการนำคริปโตไปใช้งานจริงในระดับรัฐ แต่ข่าวนี้ไม่ได้สร้างแรงกระตุ้นราคาโดยตรง อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงด้านกฎระเบียบสำหรับผู้ออก Stablecoin และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง ในระยะยาวอาจนำไปสู่การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น
เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2569 ตามรายงานจาก Cointelegraph นักวิเคราะห์ข่าวกรองอาวุโสจาก Chainalysis ชื่อ Kaitlin Martin เปิดเผยว่าอิหร่านได้ขยายการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ Stablecoin เพื่อรองรับการค้าน้ำมัน อาวุธ และสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศ อ้างอิงจากข้อมูลสาธารณะที่บล็อกเชนบันทึกไว้ Martin ยังเตือนด้วยว่าบริษัทเดินเรือที่ชำระค่าผ่านทางให้อิหร่านด้วยคริปโต อาจเผชิญกับความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ถูกคว่ำบาตรโดยหลายประเทศ และอิหร่านอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรครอบคลุมของสหรัฐอเมริกา
ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นด่านเก็บค่าผ่านทางด้วยคริปโต
ก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือนเมษายน 2569 Bloomberg รายงานว่า IRGC ได้เริ่มเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยผู้ประกอบการเรือต้องเจรจาค่าธรรมเนียมซึ่งเริ่มต้นที่ประมาณ $1 ต่อบาร์เรลน้ำมัน และสามารถชำระได้ในรูปแบบหยวนจีนหรือ Stablecoin ผ่านตัวกลางที่เชื่อมโยงกับ IRGC ระบบนี้อาจสร้างรายได้สูงถึง $20 ล้านต่อวันจากเรือบรรทุกน้ำมันเพียงอย่างเดียว และสูงถึง $600-800 ล้านต่อเดือนหากรวมเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลวด้วย ทั้งนี้เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 รัฐสภาอิหร่านได้ผ่านร่าง “แผนการจัดการช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งรับรองการรับชำระเงินด้วยคริปโตอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลจากรายงาน Chainalysis 2026 Crypto Crime Report ระบุว่าระบบนิเวศคริปโตของอิหร่านบนเชนมีมูลค่ารวมแตะ $7.78 พันล้านในปี 2568 และกระเป๋าเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย IRGC คิดเป็นกว่า 50% ของมูลค่าทั้งหมดที่ได้รับโดยบริการอิหร่านในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 โดยเพิ่มขึ้นจาก $2 พันล้านในปี 2567 มาเป็นกว่า $3 พันล้านในปี 2568
สหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวด ขณะบล็อกเชนเองก็เป็นหลักฐาน
ในช่วงที่ผ่านมาสหรัฐฯ ไม่ได้นิ่งเฉย สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ได้ระบุตัว Zedcex Exchange และ Zedxion Exchange รวมถึงกระเป๋าเงิน TRX อีก 7 แห่งที่เชื่อมโยงกับ IRGC เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการระบุตัวกระดานเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความเชื่อมโยงกับ IRGC โดยตรง Zedcex รายงานว่ามีปริมาณธุรกรรมเกิน $9.4 หมื่นล้านนับตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2565 นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าอิหร่านและรัสเซียร่วมกันพัฒนา Stablecoin ที่ชื่อ “A7A5” ซึ่งมีปริมาณธุรกรรมเกิน $1 แสนล้านในปีแรก สะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่ประเทศถูกคว่ำบาตรหันมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลของตนเอง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือความโปร่งใสของบล็อกเชนเองอาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะทุกธุรกรรมบันทึกไว้อย่างถาวรและตรวจสอบได้ OFAC ใช้เครื่องมือวิเคราะห์บล็อกเชนอย่าง Chainalysis และ Elliptic ในการติดตามเงินทุนไปยังพื้นที่ถูกคว่ำบาตร อีกทั้งผู้ออก Stablecoin อย่าง Tether เป็นองค์กรรวมศูนย์ที่สามารถอายัดกระเป๋าเงินและปฏิบัติตามคำสั่งจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้โดยตรง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้น่าสนใจมากในแง่ที่แสดงให้เห็นภาพใหญ่ของการนำคริปโตไปใช้จริงในระดับรัฐบาล แต่มันก็เป็นสัญญาณเตือนสำหรับอุตสาหกรรมคริปโตด้วย เพราะยิ่งมีการใช้ Stablecoin เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรมากขึ้น รัฐบาลสหรัฐฯ ก็จะยิ่งกดดันให้ผู้ออก Stablecoin เพิ่มกลไกการปฏิบัติตามกฎระเบียบมากขึ้นตามไปด้วย สิ่งที่ต้องจับตาคือท่าทีของ Tether และผู้ออก Stablecoin รายอื่นว่าจะวางตำแหน่งตัวเองอย่างไรในเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนนี้ และที่สำคัญ บล็อกเชนที่โปร่งใสนั้นเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้ผมสงสัยว่าอิหร่านเข้าใจความเสี่ยงนี้ดีแค่ไหน
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI
