bitkub-banner

Hyperliquid ทำรายได้กว่า $1 พันล้าน ด้วยทีมแค่ 11 คน เฉลี่ย $100 ล้านต่อหัว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Hyperliquid กระดานเทรดอนุพันธ์คริปโตแบบกระจายอำนาจ รายงานรายได้ต่อปีกว่า $1.1 พันล้านด้วยทีมงานเพียง 11 คน คิดเป็นรายได้ต่อหัวกว่า $100 ล้านต่อคน
  • ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่า Tether ซึ่งเคยครองสถิติอยู่ที่ $93 ล้านต่อคน และ OnlyFans ที่ $37.6 ล้านต่อคน
  • ผู้ก่อตั้ง Jeffrey Yan ปฏิเสธข้อเสนอระดมทุน $100 ล้านเมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2569 ยืนยันจะไม่รับนักลงทุนภายนอกเพื่อรักษาความเป็นกลางของโปรโตคอล

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

ตัวเลขรายได้ที่แข็งแกร่งและจุดยืนไม่รับนักลงทุนของ Hyperliquid สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโปรโตคอลที่ยืนได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นผลดีต่อความน่าเชื่อถือของโทเคน HYPE ในระยะยาว นอกจากนี้การที่แพลตฟอร์มเพิ่งเปิดตัวระบบ priority fee ยังอาจดึงดูดนักเทรดและเม็ดเงินใหม่เข้ามาในระบบนิเวศ

ตามรายงานจาก Cointelegraph Hyperliquid กระดานเทรดอนุพันธ์คริปโตแบบกระจายอำนาจที่สร้างขึ้นโดย Jeffrey Yan สร้างรายได้ต่อปีกว่า $1.1 พันล้านดอลลาร์ด้วยทีมงานเพียง 11 คน ทำให้กลายเป็นสตาร์ตอัปที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในโลก โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ราว $100 ล้านต่อคนต่อปี ตัวเลขนี้ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Tether ที่เคยครองสถิติอยู่ที่ $93 ล้านต่อคน และ OnlyFans ที่ $37.6 ล้านต่อคนอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ข้อมูลรายได้ต่อปีดังกล่าวอ้างอิงจากการประมาณการของ DefiLlama ซึ่งรายงานครั้งแรกในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

ยืนหยัดไม่รับทุนภายนอก แม้มีข้อเสนอ $100 ล้าน

เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2569 Jeffrey Yan ผู้ก่อตั้ง Hyperliquid ยืนยันการปฏิเสธข้อเสนอรับเงินลงทุนมูลค่า $100 ล้านดอลลาร์ที่ผูกโยงกับมูลค่าบริษัทที่ $1 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่า Hyperliquid เป็นโปรโตคอลบนบล็อกเชนที่ต้องการความเป็นกลาง การรับทุนจากนักลงทุนภายนอกอาจกระทบต่อหลักการ permissionless และความเป็นกลางของแพลตฟอร์ม ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่ Yan ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี 2567 ว่าจะไม่มีนักลงทุน ไม่มี market maker ที่ได้รับค่าจ้าง และไม่มีผลตอบแทนพิเศษให้ทีมงานหรือคนวงใน

Hyperliquid เปิดตัวในปี 2566 โดย Yan ซึ่งเป็นศิษย์เก่า Harvard ที่เคยสร้างระบบเทรดความถี่สูงให้กับ Hudson River Trading โดยบริษัทดำเนินงานโดยไม่รับเงินร่วมลงทุนจากภายนอก และ Yan เป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเองทั้งหมด ทีมงาน 11 คนประกอบไปด้วยวิศวกรประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือดูแลด้านผลิตภัณฑ์และการดำเนินงาน ทั้งหมดทำงานในบรรยากาศที่ราบเรียบและมีอิสระสูง

อัปเดตล่าสุด เปิดตัว Priority Fee และ HYPE ยืน $40 กว่า

นอกจากตัวเลขรายได้ที่น่าทึ่ง เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2569 Hyperliquid ยังเปิดตัวระบบ priority fee บนเมนเน็ตในโหมด Alpha ระบบใหม่นี้ให้ผู้ใช้งานจ่ายด้วยโทเคน HYPE เพื่อจัดลำดับความสำคัญของการอ่านข้อมูลหรือการส่งคำสั่งซื้อขาย โดยค่าธรรมเนียมสูงสุดสำหรับการส่งคำสั่งถูกลดจาก 20 basis point เหลือ 8 basis point และในขณะนี้ใช้ได้เฉพาะคำสั่งประเภท IOC บนสินทรัพย์ HIP-3 เท่านั้น ด้านราคาโทเคน HYPE ณ วันที่ 12 เม.ย. 2569 อยู่ที่ $40.90 ปรับขึ้น 2.5% ในรอบวัน โดยมีมูลค่าตลาดรวมใกล้ $9,750 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ HYPE เคยแตะจุดสูงสุดตลอดกาลที่ $51.12 เมื่อเดือนสิงหาคม 2568

ความสำเร็จของ Hyperliquid มาจากโครงสร้างที่ไม่ธรรมดา กล่าวคือแพลตฟอร์มสร้าง order book แบบออนเชนทั้งหมดบน Layer-1 blockchain ของตัวเองซึ่งออกแบบมาเพื่อการเทรด perpetual futures โดยเฉพาะ ทำให้สามารถให้บริการได้ในระดับที่ใกล้เคียงกระดานเทรดรวมศูนย์ แต่ยังรักษาหลักการ self-custody ไว้ได้ด้วย นอกจากนี้ในเดือนพฤศจิกายน 2568 Hyperliquid ยังเปิดตัวฟีเจอร์ Permissionless Markets (HIP-3) ที่ให้โปรโตคอลอื่นสร้าง perpetuals market บนแพลตฟอร์มได้ด้วย


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะ Hyperliquid คือตัวอย่างที่ท้าทายความเชื่อเดิมของวงการสตาร์ตอัปที่ว่า “ต้องระดมทุนก่อนถึงจะโต” แพลตฟอร์มนี้พิสูจน์ว่าถ้าโปรดักต์แข็งแกร่งจริงและทีมเล็กแต่เก่ง รายได้ต่อหัวสูงกว่า Google หรือ Apple ได้เลย สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือว่า Hyperliquid จะรักษาจุดยืนไม่รับนักลงทุนได้นานแค่ไหน และระบบ priority fee ใหม่จะดึงดูดปริมาณการเทรดเพิ่มขึ้นได้แค่ไหน ถ้า HYPE ยืนเหนือ $40 ได้ต่อเนื่อง ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับระบบนิเวศนี้ครับ

ที่มา: @Cointelegraph

เครดิตภาพจาก @Cointelegraph