สรุปข่าว
- รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า ผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มตลาดทำนายผลชื่อดังอย่าง Polymarket ส่วนใหญ่กำลังเผชิญสภาวะขาดทุน โดยมีบัญชีกว่า 100,000 บัญชีที่เสียเงินไปแล้วอย่างน้อย 1,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่ากลุ่มคนทำกำไร ถึง 2 เท่า
- โครงสร้างของตลาดแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน เมื่อกลุ่มผู้ชนะระดับท็อปเพียง 1% สามารถกวาดกำไรไปได้ถึง 76.5% ของทั้งหมด ในขณะที่ผู้ใช้งานทั่วไปกว่า 68.8% ตกอยู่ในสถานะขาดทุนจากการเข้าซื้อขายที่ผิดจังหวะ
- บอทเทรดอัตโนมัติกลายเป็นเจ้าตลาดตัวจริง โดยบัญชีเพียง 5% ที่มีพฤติกรรมคล้ายบอทสามารถสร้างปริมาณการซื้อขายได้สูงถึง 75% ของตลาดทั้งหมด และกวาดกำไรเข้ากระเป๋ารวมกันกว่า 131 ล้านดอลลาร์
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
ข้อมูลการขาดทุนมหาศาลบน Polymarket สะท้อนถึงความเสี่ยงในตลาดการทำนายผล มากกว่าจะเป็นปัจจัยลบต่อราคาเหรียญคริปโตโดยตรง แม้จะเป็นข่าวที่ดูหดหู่สำหรับรายย่อย แต่ในแง่ของปริมาณการใช้งาน และปริมาณการซื้อขายที่พุ่งสูงขึ้น กลับเป็นตัวชี้วัดความนิยมของแพลตฟอร์ม
จากการวิเคราะห์ของ Bloomberg พบว่า นักเทรดส่วนใหญ่ในตลาดพยากรณ์อย่าง Polymarket กำลังเผชิญกับการขาดทุน โดยนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 เป็นต้นมา มีบัญชีผู้ใช้งานมากกว่า 100,000 ราย ที่ขาดทุนอย่างน้อย 1,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 32,660 บาท
รายงานระบุว่า ผลกำไรส่วนใหญ่ตกไปอยู่ในมือของบัญชีกลุ่มน้อยที่ดูเหมือนจะเป็น “บอทเทรดอัตโนมัติ”
ในขณะที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่จากทั้งหมด 2 ล้านราย มีกำไรหรือขาดทุน ไม่ถึง 10 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ใช้งานจำนวนมากเพียงแค่เข้ามาทดลองเล่น แต่สุดท้ายคนกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ก็ยังจบลงด้วยการขาดทุนอยู่ดี
ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง University of Toronto, HEC Montréal และ ESSEC Business School ยิ่งตอกย้ำภาพความเหลื่อมล้ำนี้ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้งาน 2.4 ล้านราย และปริมาณการซื้อขายกว่า 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ พบว่า ตั้งแต่ปี 2022 มีผู้ใช้งานถึง 68.8% ที่ขาดทุน
ในขณะที่ มีกลุ่มนักเทรดระดับหัวกะทิเพียง 1% ที่กวาดกำไรไปได้ถึง 76.5% ของผลกำไรทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม และหากเจาะลึกลงไป มีเพียงกลุ่ม 0.1% ที่ครองกำไรไปมากกว่าครึ่งหนึ่งของกำไรทั้งหมดเลยทีเดียว
ซึ่งนักวิจัยพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ความแตกต่างสำคัญระหว่าง “ผู้แพ้” และ “ผู้ชนะ” ในตลาด คือเรื่องของ จังหวะเวลา โดยกลุ่มคนที่ขาดทุนส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมชอบเข้าไปเทรดในจังหวะที่ราคาถูกบีบเค้นไปจนสุดทางแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการแห่ซื้อตามในช่วงที่ราคาพุ่งสูงขึ้นไปจนเกือบสุด (ใกล้ระดับ 90 เซนต์) หรือการตื่นตระหนกเทขายทิ้งในช่วงที่ราคาทรุดลงมาจนเกือบถึงพื้น (ต่ำกว่า 10 เซนต์) ซึ่งพบบ่อยกว่ากลุ่มนักเทรดที่ทำกำไรอย่างเห็นได้ชัด
สรุปง่าย ๆ คือ กลุ่มที่ขาดทุนมักจะขยับตัวช้ากว่าตลาดเสมอ ทำให้ต้องเข้าไปรับความเสี่ยงในจุดที่เสียเปรียบที่สุดนั่นเอง
ข้อมูลจาก Bloomberg ยังเผยให้เห็นภาพที่น่าตกใจของตลาด Polymarket ในปี 2026 นี้ เมื่อกลุ่มวอลเล็ตที่ทำงานคล้ายบอทเพียง 5% กลับเป็นตัวขับเคลื่อนปริมาณการซื้อขายถึง 75% ของทั้งแพลตฟอร์ม โดยบอทกลุ่มนี้ทำกำไรรวมกันไปมหาศาลกว่า 131 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขกำไรนี้ดันไปเท่ากับยอดขาดทุนรวมของเหล่านักเทรดรายย่อยพอดี
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจาก University of San Diego ยังให้ความเห็นที่น่าทึ่งว่า จริงๆ แล้วนักเทรดรายย่อยทายผลได้แม่นยำกว่าบอทเสียด้วยซ้ำ แต่สาเหตุหลักที่ยังขาดทุน เป็นเพราะพฤติกรรมการ “เข้าซื้อช้าเกินไป” ทำให้ต้องซื้อในราคาที่สูงเกินกว่าจะทำกำไรได้ ซึ่งต่างจากบอทที่อาศัยความเร็วในการดักหน้าเพื่อชิงความได้เปรียบนั่นเอง
ที่มา : beincrypto
มุมมองผู้เขียน : ข้อมูลของ Bloomberg คือเครื่องเตือนใจชั้นดีว่าเรากำลังสู้กับคู่แข่งที่ไม่ได้ใช้แค่ความรู้สึก แต่ใช้ชุดคำสั่งและดาต้าที่รวดเร็วกว่าหลายเท่า
การที่รายย่อยขาดทุนยับขนาดนี้ไม่ได้แปลว่าระบบไม่ดี แต่แปลว่ารายย่อยกำลังเล่นเกมที่ตัวเองเสียเปรียบตั้งแต่ก้าวขาเข้าประตูมาแล้ว
