สรุปข่าว
- ประธานาธิบดี Trump เดินทางถึงกรุงปักกิ่งในคืนวันพุธที่ 13 พ.ค. 2569 ตามเวลาไทย พร้อมผู้นำธุรกิจระดับโลกกว่า 10 ราย
- คณะผู้ติดตามประกอบด้วย CEO ชั้นนำอย่าง Elon Musk, Tim Cook, Larry Fink, Jensen Huang และ David Solomon เพื่อผลักดันให้จีนเปิดตลาดให้กับธุรกิจสหรัฐฯ
- วาระหลักครอบคลุมทั้งด้านการค้า ปัญญาประดิษฐ์ และประเด็นไต้หวัน โดยการเยือนครั้งนี้ถือเป็น State Visit ครั้งแรกในสมัยที่สองของ Trump
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
การเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ และจีนส่งสัญญาณเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าการเยือนครั้งนี้มุ่งเน้นการ “บริหารความตึงเครียด” มากกว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ผลกระทบต่อตลาดคริปโตในระยะสั้นจึงยังไม่ชัดเจน
ประธานาธิบดี Donald Trump เดินทางถึงกรุงปักกิ่งในช่วงค่ำของวันพุธที่ 13 พ.ค. 2569 ตามเวลาไทย เพื่อเริ่ม State Visit ครั้งแรกในสมัยที่สองของเขา โดยมีกำหนดการเยือนระหว่างวันที่ 12-15 พ.ค. ตามรายงานจาก Bull Theory คณะของ Trump มีผู้นำธุรกิจระดับโลกร่วมเดินทางกว่า 10 ราย ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ ต้องการเปิดบทสนทนาทางเศรษฐกิจกับจีนอีกครั้ง หลังจากที่สงครามการค้าส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก การเยือนครั้งนี้ครอบคลุมวาระสำคัญอย่างการค้า ปัญญาประดิษฐ์ และประเด็นไต้หวัน
CEO ใครบ้างที่บินร่วมขบวนกับ Trump ไปปักกิ่ง
คณะธุรกิจที่ร่วมเดินทางครั้งนี้ถือว่าทรงพลังมาก ประกอบด้วย Elon Musk (CEO Tesla และ SpaceX), Tim Cook (CEO Apple), Larry Fink (CEO BlackRock), Stephen Schwarzman (CEO Blackstone), Jensen Huang (CEO Nvidia), David Solomon (CEO Goldman Sachs) และ Jane Fraser (CEO Citi) เป็นต้น เป้าหมายหลักคือการผลักดันให้จีนเปิดตลาดกว้างขึ้นสำหรับธุรกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยีและการเงินที่ถูกกีดกันมาเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม ควรระวังการตีความตัวเลขเกินจริง เพราะแหล่งข่าวบางรายระบุว่า CEO เหล่านี้มีมูลค่ารวมกันกว่า 25 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ Forbes รายงานว่ามหาเศรษฐีในกลุ่มนี้ 5 คนมีทรัพย์สินส่วนตัวรวมกันประมาณ 8.7 แสนล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
เบื้องหลังการเยือน ทำไมครั้งนี้ถึงสำคัญ
การเยือนปักกิ่งครั้งนี้เกิดขึ้นต่อจากความคืบหน้าหลายขั้นตอน ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน พ.ย. 2568 Trump และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าที่ Summit เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งครอบคลุมการระงับภาษีตอบโต้และความร่วมมือด้านยาเสพติด นอกจากนี้ เมื่อ ธ.ค. 2568 สหรัฐฯ ยังประกาศชะลอการเพิ่มภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์จากจีนออกไปจนถึงเดือน มิ.ย. 2570 เพื่อลดความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทาน
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าการเยือนครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ “บริหารความตึงเครียด” และ “สร้างเสถียรภาพ” ในความสัมพันธ์สองชาติ มากกว่าการเจรจา “รีเซ็ต” ครั้งใหญ่ เนื่องจากความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ในด้านเทคโนโลยีและอิทธิพลระดับโลกยังคงดำเนินต่อไปในเบื้องหลัง นอกจากนี้ การเยือนครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานทั่วโลกด้วย
วาระที่ต้องจับตา AI ไต้หวัน และการเปิดตลาด
นอกจากเรื่องการค้าและห่วงโซ่อุปทาน ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างคือความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์และการกำกับดูแล AI ระหว่างสองประเทศ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่เคยหารือกันอย่างจริงจัง รวมถึงประเด็นไต้หวัน ที่ Trump บ่งชี้ว่าจะหยิบยกเรื่องการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้ไต้หวันขึ้นมาพูดคุยกับสี จิ้นผิง ซึ่งเป็นท่าทีที่แตกต่างจากนโยบายสหรัฐฯ ก่อนหน้า
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่ Trump พาทีม CEO ระดับโลกบินไปปักกิ่งด้วยกันครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่น่าติดตาม เพราะมันแสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายยังต้องการรักษาช่องทางสื่อสารเอาไว้ แต่ก็อย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะมี “ข้อตกลงใหญ่” ออกมาในทันที เพราะความขัดแย้งเรื่องเทคโนโลยีและชิปนั้นลึกมาก ผลจริงที่น่าจับตาคือท่าทีของจีนต่อการเปิดตลาดให้บริษัทอย่าง Apple และ Tesla มากน้อยแค่ไหน และสุดท้ายถ้าการเจรจาออกมาในทิศทางบวก ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงคริปโตก็น่าจะได้อานิสงส์ด้วยในระยะถัดไป
ที่มา: @BullTheoryio
เครดิตภาพจาก @Agencia_Andina

