สรุปข่าว
- ซาอุดีอาระเบียเปิดตัวโครงการ Tokenize สินทรัพย์จริง (RWA) มูลค่า $12,500 ล้าน นำโดย Faisal Monai ผ่านแพลตฟอร์ม droppRWA โดยเริ่มต้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์
- ระบบจะใช้ Stablecoin เป็นสื่อกลางชำระเงิน โดยคาดว่าธุรกรรมจะเริ่มดำเนินการได้จริงช่วงปลายปี 2026 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผน Vision 2030 เพื่อกระจายเศรษฐกิจออกจากการพึ่งพาน้ำมัน
- ก่อนหน้านี้ ซาอุฯ ได้วางรากฐานบล็อกเชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเข้าร่วม Project mBridge และการเปิดโครงสร้างพื้นฐาน Tokenize อสังหาฯ ระดับชาติในเดือนพฤศจิกายน 2025
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ประเทศระดับซาอุดีอาระเบียเดินหน้าโครงการ Tokenize สินทรัพย์จริงในระดับหมื่นล้านดอลลาร์ ถือเป็นสัญญาณบวกต่อการนำบล็อกเชนไปใช้งานจริงในระดับรัฐ แม้ผลกระทบต่อราคาคริปโตโดยตรงในระยะสั้นจะยังไม่ชัดเจน แต่ความต้องการ Stablecoin และโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนจะเพิ่มขึ้นตามมา
ซาอุดีอาระเบียประกาศเดินหน้าโครงการ Tokenize สินทรัพย์จริง (Real-World Asset Tokenization) มูลค่า 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามรายงานจาก CoinDesk โดยโครงการนี้นำโดย Faisal Monai ผ่านแพลตฟอร์ม droppRWA และมีแผนเริ่มต้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นลำดับแรก ระบบจะใช้ Stablecoin เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน โดยคาดว่าธุรกรรมจะเริ่มดำเนินการได้จริงในช่วงปลายปี 2026 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ Vision 2030 ที่ต้องการกระจายเศรษฐกิจซาอุฯ ออกจากการพึ่งพารายได้น้ำมัน และดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร
รากฐานบล็อกเชนที่สะสมมาหลายปี
การประกาศครั้งนี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่เป็นก้าวใหม่บนเส้นทางที่ซาอุฯ สร้างมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019 เมื่อธนาคารกลางซาอุดีอาระเบีย (SAMA) ร่วมกับธนาคารกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เปิดตัว Project Aber เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของ CBDC แบบ Wholesale ผลลัพธ์ที่เผยแพร่ในปี 2020 ยืนยันว่าเทคโนโลยี DLT สามารถลดเวลาทำธุรกรรมได้ถึง 50% และลดต้นทุนได้ราว 30%
ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2024 ซาอุฯ เข้าร่วม Project mBridge ซึ่งนำโดยธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ในฐานะสมาชิกเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับการชำระเงินข้ามพรมแดนในระดับ Minimum Viable Product นอกจากนี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2025 บริษัท National Real Estate Registration Services ยังได้เปิดตัวโครงสร้างพื้นฐานการ Tokenize อสังหาริมทรัพย์ระดับชาติ ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในโลกที่ทำเช่นนี้ในระดับการจดทะเบียนและแบ่งส่วนถือครองสินทรัพย์
Stablecoin และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติหนุนหลัง
กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซาอุฯ (PIF) ซึ่งมีสินทรัพย์รวมเกิน 9 แสนล้านดอลลาร์ ณ เดือนเมษายน 2026 เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อน Vision 2030 และมีการลงทุนในโครงการบล็อกเชนและ Web3 อย่างต่อเนื่อง แผนยุทธศาสตร์ปี 2026 2030 ที่อนุมัติเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมายังระบุถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และ Data เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศการเงินในประเทศ
ด้าน Stablecoin ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ droppRWA นั้น ซาอุฯ กำลังเดินหน้าแผนออก Stablecoin ที่ควบคุมโดย SAMA และคณะกรรมการกำกับตลาดทุน (CMA) โดยในเดือนมกราคม 2026 Open World Ltd. ยังได้ประกาศจัดตั้งศูนย์ความเชี่ยวชาญด้านการ Tokenize สินทรัพย์จริงแห่งแรกของซาอุฯ ที่เมือง Al Khobar ครอบคลุมสินทรัพย์หลากหลาย ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน พันธบัตรรัฐบาล ไปจนถึงเครดิตคาร์บอน
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเรื่องที่เกี่ยวข้องไว้ว่า Saylor ชวนซาอุฯ ทุ่ม $941,000 ล้านซื้อ Bitcoin ทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าซาอุดีอาระเบียถูกจับตามองในฐานะผู้เล่นสำคัญในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมาระยะหนึ่งแล้ว
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าโครงการ Tokenize ของซาอุฯ ครั้งนี้น่าจับตามากกว่าที่หลายคนคิด เพราะนี่ไม่ใช่แค่การทดลองในห้องแล็บ แต่เป็นโครงการที่มีงบประมาณชัดเจน มีแพลตฟอร์มรองรับ และมีกรอบเวลาที่บอกว่าปลายปีนี้จะเห็นธุรกรรมจริง ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่ Stablecoin จะถูกใช้เป็นสื่อกลางในตลาดอสังหาฯ ระดับประเทศ หากทำได้จริงจะเป็นกรณีศึกษาสำคัญมากสำหรับโลกการเงิน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องจับตาคือความคืบหน้าจริงในปลายปี 2026 ว่าจะตรงตามแผนหรือไม่ เพราะโครงการขนาดนี้ในระดับรัฐมักมีความล่าช้าเป็นเรื่องปกติ
ที่มา: @CoinDesk
ภาพจาก AI
