สรุปข่าว
- JPMorgan มองว่าโอกาสที่ร่างกฎหมาย Clarity Act จะผ่านสภาคองเกรสภายในปีนี้เริ่มลดลง หลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ใกล้เข้ามา
- ประเด็นขัดแย้งใหญ่ที่สุดคือ Stablecoin ควรจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือได้หรือไม่ โดยฝั่งธนาคารและอุตสาหกรรมคริปโตยังเห็นต่างกันอย่างชัดเจน
- หากกฎหมายจำกัดการให้ผลตอบแทนของ Stablecoin จริง เม็ดเงินอาจไหลเข้าสู่ โทเคนพันธบัตรรัฐบาล กองทุนตลาดเงินดิจิทัล และโทเคนเงินฝากมากขึ้น
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ออกมาเตือนว่า โอกาสที่ร่างกฎหมาย Clarity Act ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการกำหนดกติกาตลาดคริปโตของสหรัฐฯ จะผ่านภายในปีนี้เริ่มลดลง หลังการเลือกตั้งกลางเทอมใกล้เข้ามา ขณะที่ข้อถกเถียงเรื่องการจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือ Stablecoin ยังหาข้อยุติไม่ได้ โดยธนาคารมองว่า ความขัดแย้งระหว่างภาคธนาคารและบริษัทคริปโตในประเด็นนี้กลายเป็นอุปสรรคหลักของกฎหมาย หากการเจรจายังไม่คืบหน้า การปฏิรูปกฎเกณฑ์คริปโตครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ อาจต้องเลื่อนออกไปจนถึงช่วงปลายปี 2026
JPMorgan ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เตือนว่า โอกาสที่ร่างกฎหมาย Clarity Act ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่ใช้กำหนดกติกาของตลาดคริปโตในสหรัฐฯ จะผ่านการพิจารณาภายในปีนี้เริ่มลดลง หลังสภาคองเกรส หรือรัฐสภาสหรัฐฯ มีเวลาจำกัดมากขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ขณะที่ข้อพิพาทเรื่องการจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือ Stablecoin ยังคงเป็นประเด็นที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้
นักวิเคราะห์ของ JPMorgan นำโดย Nikolaos Panigirtzoglou ระบุว่า แม้ร่างกฎหมายจะผ่านคณะกรรมาธิการวุฒิสภาแล้ว แต่ยังต้องผ่านการลงมติในวุฒิสภาเต็มคณะ ปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับร่างของสภาผู้แทนราษฎร และได้รับการลงนามจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อนจะมีผลบังคับใช้ ทำให้เส้นทางของกฎหมายฉบับนี้ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
Clarity Act คือกฎหมายที่ทั้งวงการคริปโตรอคอย
Clarity Act ถูกมองว่าเป็นกฎหมายที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมคริปโตในรอบหลายปี เพราะมีเป้าหมายสร้างกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่ชัดเจนเป็นครั้งแรกในระดับประเทศ
หัวใจสำคัญของกฎหมายคือ การกำหนดว่า สินทรัพย์ดิจิทัลแต่ละประเภทควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใดระหว่างหน่วยงาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ (SEC) หรือ หรือหน่วยงานกำกับดูแลตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC)
ผู้สนับสนุนมองว่า หากกฎหมายผ่าน จะช่วยลดความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ เปิดทางให้ธนาคาร นักลงทุนสถาบัน และบริษัทคริปโตสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้กติกาที่ชัดเจนมากขึ้น
ศึกผลตอบแทน Stablecoin ปมขัดแย้งที่ยังไม่จบ
อุปสรรคสำคัญที่สุดของร่างกฎหมายในเวลานี้คือ ประเด็น “Stablecoin Yield” หรือการจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือ Stablecoin ซึ่งเป็นคริปโตที่มีมูลค่าอ้างอิงกับสกุลเงินปกติ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ
ฝั่งธนาคารต้องการให้มีข้อจำกัดที่เข้มงวด โดยให้เหตุผลว่า ผู้ออก Stablecoin ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎการกำกับดูแลเดียวกับธนาคารพาณิชย์ แต่กลับสามารถแข่งขันแย่งเงินฝากจากประชาชนได้ หากได้รับอนุญาตให้จ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน
ในทางกลับกัน บริษัทคริปโตมองว่า การเปิดทางให้ Stablecoin สามารถสร้างผลตอบแทนได้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงินดิจิทัลและสร้างทางเลือกใหม่ให้กับผู้ใช้งาน
JPMorgan ระบุว่า ความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างสองฝ่ายได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของการผลักดันกฎหมายฉบับนี้
ถ้า Stablecoin จ่ายดอกเบี้ยไม่ได้ เงินจะไหลไปไหน?
นักวิเคราะห์ของ JPMorgan คาดว่า หากฝ่ายนิติบัญญัติตัดสินใจจำกัดการจ่ายผลตอบแทนของ Stablecoin อย่างจริงจัง เงินทุนคริปโตที่ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้งานอาจไหลเข้าสู่สินทรัพย์ทางเลือกประเภทอื่นแทน
กลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ โทเคนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กองทุนตลาดเงินดิจิทัล และเงินฝากในรูปแบบโทเคน ซึ่งสามารถตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนโดยไม่ต้องพึ่งพา Stablecoin แบบดั้งเดิม
รายงานระบุว่า แม้ Stablecoin จะยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะเครื่องมือชำระเงินและโอนมูลค่าบนบล็อกเชน แต่ข้อจำกัดด้านผลตอบแทนอาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์การเงินดิจิทัลประเภทอื่นลดลง
สิ่งที่ JPMorgan กังวลไม่ได้มีแค่การที่ร่างกฎหมาย Clarity Act จะผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น แต่เป็นความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่อาจยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือน
หากฝ่ายการเมืองสหรัฐฯ ยังไม่สามารถหาจุดที่เห็นตรงกันในประเด็นผลตอบแทน Stablecoin ได้ การผลักดัน Clarity Act ซึ่งเป็นกฎหมายกำกับดูแลคริปโตฉบับสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ อาจต้องเลื่อนออกไปหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2026
มุมมองผู้เขียน: นักลงทุนควรติดตามเรื่อง Clarity Act อย่างใกล้ชิด เพราะหากร่างกฎหมายดังกล่าวเกิดไม่ผ่านขึ้นมา บริษัทคริปโต นักลงทุนสถาบัน และผู้เล่นในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล อาจต้องรอความชัดเจนด้านกฎระเบียบจากรัฐบาลสหรัฐฯ ไปจนถึงช่วงปลายปี 2026 หรือนานกว่านั้น
ที่มา:coindesk

