สรุปข่าว
- ดัชนีชี้วัดความเสี่ยง Sharpe Ratio ดิ่งแตะระดับ-20 ซึ่งเป็นโซนสถิติประวัติศาสตร์ที่เคยตรงกับจุดต่ำสุดของตลาดขาลง และเป็นจุดกลับตัวเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ทุกครั้ง นับตั้งแต่ปี 2015
- ข้อมูลบนบล็อกเชนแฉ เจ้ามือสายถือยาวเดินหน้าเปิดโหมดจัดซื้อ ลุยช้อนบิตคอยน์เข้าคลังเพิ่มอีกกว่า 125,000 BTC ในช่วงครึ่งแรกของเดือนมิถุนายน ดันยอดสะสมพุ่งทะยานจาก 115,000 BTC สู่ระดับ 240,000 BTC
- สัญญาณฝั่งอุปทานขาดแคลนพบ Bitcoin บนกระดานเทรดไหลออกต่อเนื่องกว่า 80,000 BTC แต่ราคา Bitcoin ในตลาดสปอตยังคงต้องสู้กับแนวต้านเส้นค่าเฉลี่ย 100 สัปดาห์เพื่อรอรอบการฟื้นตัวที่ยั่งยืน
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bullish
การที่ดัชนี Sharpe Ratio ดิ่งลึกเข้าสู่เขตปลอดภัยทางสถิติผสานเข้ากับแรงกว้านซื้อระดับแสนเหรียญของกลุ่มนักลงทุนระยะยาว ถือเป็นดัชนีชี้วัดชั้นดีว่า แรงเทขายฝั่งขาลงเริ่มหมดแรงและตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงท้ายของการปรับฐาน
ตัวชี้วัดสำคัญเริ่มส่งสัญญาณว่า Bitcoin กำลังเข้าสู่ช่วงสะสมระยะยาวอีกครั้ง หลังจากอัตราส่วน Sharpe Ratio ลดลงสู่ระดับที่เคยตรงกับจุดต่ำสุดของตลาดขาลงในอดีต ขณะที่กลุ่มนักลงทุนที่เน้นถือยาว ก็กำลังกว้านซื้อ BTC อย่างหนัก
Sharpe Ratio เป็นตัวชี้วัดผลตอบแทน เมื่อเทียบกับความผันผวนของสินทรัพย์ ซึ่งล่าสุด Sharpe Ratio ของ Bitcoin ลดลงมาแตะ -20 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ซึ่งเป็นระดับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงก้นตลาดสำคัญทุกครั้ง ตั้งแต่ปี 2015
ในอดีตเมื่อปี 2015 Sharpe Ratio เคยลดลงต่ำกว่า -20 ก่อนที่ Bitcoin จะสร้างจุดต่ำสุดและเข้าสู่รอบการฟื้นตัว
ส่วนในช่วงปลายปี 2018 ถึงต้นปี 2019 มีการเกิดสัญญาณเดียวกันก่อนที่ตลาดจะกลับตัวขึ้น เช่นเดียวกับในช่วงปลายปี 2022 ถึงต้นปี 2023 ก็เกิดเหตุการณ์คล้ายกัน ก่อนที่ Bitcoin จะเริ่มเกิดรอบขาขึ้นรอบล่าสุด

อัตราส่วน Sharpe ของ Bitcoin แหล่งที่มา: CryptoQuant
แม้ตัวชี้วัดเดียวจะไม่สามารถบอกจุดต่ำสุดได้อย่างแม่นยำ 100% แต่ในอดีตทุกครั้งที่ Sharpe Ratio ลดลงมากว่าต่ำกว่า -20 นี้ มักสอดคล้องกับช่วงที่นักลงทุนระยะยาวเริ่มสะสมเหรียญ Bitcoin อย่างจริงจัง
ข้อมูลบนบล็อกเชนแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่วันที่ 1-14 มิถุนายน กลุ่มกระเป๋าเงินที่มีพฤติกรรม “เน้นเก็บสะสม” สินทรัพย์เพียงอย่างเดียวในระยะยาว ซื้อ Bitcoin สะสมเพิ่มกว่า 125,000 BTC โดยมีปริมาณการสะสมเพิ่มขึ้นจากประมาณ 115,000 BTC ไปเป็น 240,000 BTC การที่กลุ่มนี้ซื้อ Bitcoin เพิ่มอย่างหนัก มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อแนวโน้มระยะยาว
อีกหนึ่งสัญญาณที่น่าสนใจคือจำนวน BTC บน Exchange ยังคงลดลง โดยในเดือนกุมภาพันธ์ มี Bitcoin จำนวน 2.79 ล้าน BTC ในขณะที่ปัจจุบันลดเหลือ 2.71 ล้าน BTC จะเห็นได้ว่า มี Bitcoin ลดลงประมาณ 80,000 BTC
เฉพาะ 2 สัปดาห์ล่าสุด ปริมาณ BTC บน Exchange ก็หายไปอีกราว 12,000 BTC ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เมื่อเหรียญถูกถอนออกจาก Exchange มากขึ้น แปลว่า แรงเทขายในตลาดนั้นลดลง และนักลงทุนเลือกเก็บเหรียญสะสมไว้ในระยะยาวมากกว่า

ความต้องการ BTC ที่มา: CryptoQuant
แม้สัญญาณด้านอุปสงค์จะดีขึ้น แต่ Bitcoin ยังมีอุปสรรคสำคัญอยู่ โดยขณะนี้ ราคา BTC ยังซื้อขายต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 100-Week SMA ซึ่งอยู่บริเวณประมาณ 88,466 ดอลลาร์ และปัจจุบัน Bitcoin อยู่ต่ำกว่าเส้นนี้มาแล้ว 133 วัน

ราคา BTC และการวิเคราะห์แนวโน้มค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 ช่วงเวลา (SMA) รายสัปดาห์ แหล่งที่มา: Cointelegraph/TradingView
หากเปรียบเทียบกับตลาดหมีรอบก่อน ในรอบปี 2013-2015 Bitcoin อยู่ต่ำกว่าเส้น 100-Week SMA นาน 378 วันโดยมีการรวมตัวกันระหว่าง 200 ถึง 400 ดอลลาร์
ในขณะที่ตลาดหมีปี 2018-2019 ราคา Bitcoin อยู่ต่ำกว่าเส้น 100-Week SMA นาน 175 วัน โดยราคา Bitcoin ซื้อขายอยู่ระหว่าง 3,000 ถึง 6,000 ดอลลาร์
ส่วนในรอบปี 2022-2024 Bitcoin อยู่ต่ำกว่าเส้นนี้นานถึง 532 วัน ขณะที่ราคา Bitcoin ซื้อขายอยู่ระหว่าง 16,000 ถึง 25,000 ดอลลาร์
ซึ่งค่าเฉลี่ยทั้ง 3 รอบอยู่ที่ประมาณ 362 วัน ก่อนที่ราคา Bitcoin จะพุ่งกลับขึ้นมาและสร้างแนวโน้มขาขึ้นที่ยั่งยืน ดังนั้นรอบปัจจุบันที่เพิ่งผ่านไป 133 วัน ยังถือว่าสั้นกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมาก
ที่มา : cointelegraph
มุมมองผู้เขียน : พฤติกรรมการกว้านซื้อบิตคอยน์เพิ่มอีก 125,000 BTC ภายในเวลาแค่สองสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ประกอบกับดัชนี Sharpe Ratio ที่ดิ่งแตะลบ 20 มันคือสัญญาณบอกใบ้ว่า นี่คือโซนความเสี่ยงต่ำที่สุดในการเข้าซื้อตามหลักสถิติย้อนหลัง 10 ปี

