bitkub-banner

21Shares เผยวัฏจักร 4 ปีของ Bitcoin ยังอยู่พร้อมเปิดเป้าราคาปลายปี 2026

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • 21Shares ถอนคำพูด หลังเคยฟันธงว่า วัฏจักร 4 ปีของบิตคอยน์พังทลาย โดยหันกลับมาประเมินใหม่ ชี้กลไกดั้งเดิมยังทำงานปกติ พร้อมตั้งเป้าราคา Bitcoin ฟื้นตัวแตะ 100,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2026
  • ตลาดรอบนี้ปรับฐานลง 50% ซึ่งถือว่าลดลงเบากว่าในอดีตที่มักจะดิ่งลึกถึง 80% อีกทั้งราคายังประคองตัวไม่เคยหลุดเส้นต้นทุนเฉลี่ยรวมของตลาดที่ระดับ 54,000 ดอลลาร์ สะท้อนถึงโครงสร้างฐานทุนที่แข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพมากขึ้น
  • มูลค่าเงินในกองทุนที่ลดลงเกิดจากราคาเหรียญ Bitcoin ที่ร่วง ซึ่งสวนทางกับความจริงที่ยอดถือครองเหรียญและจำนวนกระเป๋าเงินที่ใช้งานจริงยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แถมสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ก็ยังคงเดินหน้าออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bullish 

การออกมารายงานข้อมูลเชิงลึกของ 21Shares ในรอบนี้ส่งสัญญาณบวกขั้นรุนแรงต่อภาพรวมตลาดคริปโตเคอร์เรนซี โดยการยืนยันว่า วัฏจักร 4 ปียังคงดำเนินอยู่ เป็นหลักฐานว่า นักลงทุนสถาบันไม่ได้ตื่นตระหนกเทขายหนีตาย แต่เลือกที่จะถือเหรียญข้ามผ่านช่วงเวลาปรับฐาน 

21Shares บริษัทผู้ออกกองทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ได้ออกมาถอนคำพูดหลังจากที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า “วัฏจักร 4 ปี” (4-Year Cycle) ของ Bitcoin ได้พังทลายลงไปแล้ว โดยล่าสุดบริษัทได้ออกมาประเมินว่า ระบบวัฏจักรดั้งเดิมยังคงดำเนินอยู่ตามปกติ และคาดการณ์ว่า ราคา Bitcoin จะฟื้นตัวกลับขึ้นไปแตะระดับ 100,000 ดอลลาร์ ได้ภายในสิ้นปี 2026 นี้

เหตุผลที่ทำให้ 21Shares ต้องเปลี่ยนมุมมอง เนื่องจากเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ราคา Bitcoin พุ่งแตะจุดสูงสุดแถวระดับ 126,000 ดอลลาร์ ก่อนจะปรับตัวลดลงมาประมาณ 50% ซึ่งถือเป็นการดิ่งลงที่ “เบากว่า” ในอดีตที่มักจะร่วงรุนแรงถึง 80%+ 

ยิ่งไปกว่านั้น ราคา Bitcoinในรอบนี้ยังไม่เคยหลุดต่ำกว่าเส้นต้นทุนเฉลี่ยรวมของตลาด (Aggregate Cost Basis) ที่ 54,000 ดอลลาร์ ซึ่งในอดีตเส้นนี้คือ จุดชี้วัดการยอมแพ้และล้างพอร์ตอย่างสมบูรณ์ 

ประกอบกับจำนวนกระเป๋าเงินที่ยังคงเพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนมือของกองทุน ETF ไปสู่กลุ่มนักลงทุนสถาบัน ทำให้ 21Shares จึงมองว่า นี่คือสัญญาณของ ตลาดที่เติบโตและมีเสถียรภาพมากขึ้น ไม่ใช่การล่มสลายของวัฏจักร

ฝั่งบริษัทที่ถือคริปโตในคลังบอบช้ำหนักจนต้องเจียดขาย

ปัจจุบันมีบริษัทมหาชนประมาณ 200 แห่งร่วมกันถือครอง Bitcoin รวมกันสูงถึง 1.28 ล้าน BTC ซึ่งทะลุเป้าหมายจำนวนเหรียญที่ 21Shares เคยตั้งไว้เมื่อปีที่แล้ว แต่ในแง่มูลค่าดอลลาร์ สินทรัพย์ที่ถืออยู่นี้กลับมีมูลค่าเพียง 1 แสนล้านดอลลาร์ เทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 2.5 แสนล้านดอลลาร์ เนื่องจากราคา Bitcoin ร่วงลงมา ไม่ใช่เพราะบริษัทต่าง ๆ ชะลอการสะสมเหรียญแต่อย่างใด

ช่องว่างของมูลค่าที่หายไปนี้ เริ่มบีบให้บางบริษัทจำเป็นต้องตัดใจขายเหรียญจริง ๆ เช่น Nakamoto Holdings ที่ต้องยอมเทขาย Bitcoin และยอมขาดทุนไปราว 40% ส่งผลให้หุ้นของบริษัทดิ่งลงถึง 99% จากจุดสูงสุดในปี 2025 

ด้านบริษัทขุดเหมืองยักษ์ใหญ่อย่าง MARA Holdings ต้องล้างพอร์ตขาย Bitcoin ออกไปมากกว่า 15,000 BTC เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ 

ขณะที่ Strategy Inc. ก็ยอมเทขาย Bitcoin เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยเป็นการขายหุ้นจำนวนเล็กน้อยเพียง 32 BTC เพื่อนำไปจ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ ก่อนจะกลับมาเดินหน้าซื้อเพิ่มในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา 

ปัจจุบัน บริษัทที่เก็บ Bitcoin เป็นคลังสำรอง จำนวน 13 จาก 18 แห่ง มีมูลค่าหุ้นของบริษัทต่ำกว่ามูลค่า Bitcoin ที่ตัวเองถืออยู่ซะอีก นั่นหมายความว่า ถ้านักลงทุนซื้อหุ้นบริษัท ก็เหมือนได้ Bitcoin ในราคาลดพิเศษ ดังนั้นการที่บริษัทจะเอาเงินทุนใหม่ไปช้อนซื้อ Bitcoin เพิ่ม จึงเป็นเรื่องที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล

มูลค่าสินทรัพย์ ETF ลดลง เพราะราคาดิ่ง 

ภาพรวมมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ของกองทุน Crypto ETP ทั่วโลก ปรับตัวลดลงจาก 1.72 แสนล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025 มาอยู่ที่ประมาณ 1.4 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2026 ลดลง 15% ตั้งแต่ต้นปี

ซึ่งการลดลงนี้มีสาเหตุมาจาก “ราคาเหรียญที่อ่อนตัวลง” ล้วน ๆ ไม่ใช่เพราะนักลงทุนแห่ถอนเงินออก เพราะแม้ว่ากองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ จะมียอดเงินไหลออกสุทธิราว 3 พันล้านดอลลาร์ แต่กองทุนเหล่านี้ยังคงถือครองเหรียญรวมกันสูงถึง 1.25 ล้าน BTC ซึ่งลดลงจากจุดสูงสุดตลอดกาลเพียงแค่ 8% เท่านั้น

ตัวเลขที่ขัดแย้งกันนี้พิสูจน์ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะ “ถือข้ามผ่านช่วงตลาดปรับฐาน” มากกว่าที่จะล้างพอร์ตหนีออกไปตรง ๆ 

นอกจากนี้ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Morgan Stanley ได้เปิดตัว Spot Bitcoin ETF ที่ออกโดยธนาคารเป็นแห่งแรก ขณะที่ BlackRock และ Goldman Sachs ต่างก็กำลังเร่งส่งผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่อย่าง Options-Income เข้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาได้ง่ายขึ้นในจังหวะที่ราคากำลังเริ่มฟื้นตัว

ที่มา : benzinga


มุมมองผู้เขียน : รายงานล่าสุดจาก 21Shares ช่วยสยบความกลัวที่ผ่านมานักลงทุนรายย่อย ที่มักจะตื่นตระหนกเวลาเห็นตัวเลขในตลาดติดลบเป็นสีแดงเถือก