bitkub-banner

ชายผู้ DCA หุ้นมานาน 40 ปียืนยัน ‘วิธีนี้ไม่ได้กำไรดีที่สุด แต่ดีกว่าทุ่มเงินหมดตัว’

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • John Bogle ยอมรับว่า DCA แพ้ในเชิงสถิติ แต่ช่วยลดความเสี่ยงจากการนำเงินทั้งหมดเข้าตลาดก่อนเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ได้ดีกว่า
  • งานวิจัยเชิงสถิติของ Vanguard พบว่า หากมีเงินก้อนพร้อมอยู่แล้ว การลงทุนทั้งหมดทันทีมักให้ผลตอบแทนดีกว่าการทยอยลงทุนแบบ DCA
  • จุดแข็งของ DCA จึงไม่ใช่การสร้างผลตอบแทนสูงสุด แต่คือการช่วยให้นักลงทุนรับมือกับความผันผวนและไม่ขายทิ้งเพราะความกลัว

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

John Bogle ผู้ก่อตั้ง Vanguard ยอมรับว่า หากมองเฉพาะตัวเลขทางสถิติ การทุ่มเงินก้อนเข้าตลาดทันทีมักให้ผลตอบแทนดีกว่า DCA เพราะเงินได้เริ่มทำงานเร็วกว่า แต่ข้อได้เปรียบของ DCA คือ ช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าตลาดผิดจังหวะ โดยเขายกตัวอย่างว่า เงิน 1 ล้านดอลลาร์ที่ลงทุนก่อนวิกฤตปี 1929 อาจเหลือเพียง 100,000 ดอลลาร์ในปี 1933 แนวคิดของ Bogle จึงไม่ได้มองแค่ผลตอบแทนสูงสุด แต่ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่นักลงทุนรับความผันผวนได้จริงและสามารถถือครองได้ในระยะยาว

ถ้าวันนี้คุณมีเงินก้อนอยู่ในมือ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ควรลงทุนอะไร แต่คือควรนำเงินทั้งหมดเข้าตลาดทันที หรือค่อยๆ แบ่งลงทุนผ่านวิธี Dollar-Cost Averaging  (DCA) ซึ่งหมายถึงการทยอยลงทุนด้วยเงินจำนวนใกล้เคียงกันอย่างสม่ำเสมอ

เรื่องนี้อาจไม่มีคำตอบตายตัว เพราะวิธีที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในเชิงสถิติ อาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะกับสภาพจิตใจของนักลงทุนทุกคน

หนึ่งในคนที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ John Bogle ผู้ก่อตั้งกองทุน Vanguard และผู้ผลักดันให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงกองทุนดัชนีต้นทุนต่ำได้ง่ายขึ้น

ชายผู้ทำให้การลงทุนไม่จำเป็นต้องซับซ้อน

Bogle ก่อตั้ง Vanguard ในปี 1975 ด้วยความเชื่อว่า บริษัทกองทุนควรทำงานเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุน มากกว่ามุ่งสร้างกำไรสูงสุดให้เจ้าของบริษัทภายนอก

หนึ่งปีต่อมา Vanguard เปิดตัว First Index Investment Trust ซึ่งปัจจุบันคือ Vanguard 500 Index Fund กองทุนดัชนีสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่เคยถูกคนในอุตสาหกรรมมองว่าเรียบง่ายเกินไป และไม่น่าจะประสบความสำเร็จ

ที่มา:Nytimes

แต่แนวคิดที่เคยถูกหัวเราะ กลับกลายเป็นหนึ่งในวิธีลงทุนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก หลักการของ Bogle ไม่ได้สอนให้คนออกตามหาหุ้นที่จะพุ่งขึ้น 10 เท่า แต่สอนให้กระจายความเสี่ยง ลดค่าธรรมเนียม ถือระยะยาว และไม่พยายามทายตลาดทุกวัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่า DCA ดีจริงหรือไม่ คำตอบของเขากลับไม่ได้สวยงามแบบที่หลายคนคาดหวัง

เมื่อ Bogle ถูกถามว่า DCA ดีจริงหรือไม่

ในการให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2014 ผู้ดำเนินรายการถาม Bogle ว่า ทำไมนักลงทุนจึงควร DCA ทั้งที่งานวิจัยหลายชิ้น รวมถึงของ Vanguard เอง พบว่า หากมีเงินก้อนพร้อมอยู่แล้ว การลงทุนทั้งหมดทันทีมักให้ผลตอบแทนสูงกว่า

Bogle ยอมรับตรง ๆ ว่า หากมองเฉพาะตัวเลขทางสถิติ DCA แพ้การลงทุนเงินก้อนจริง เพราะเงินบางส่วนยังต้องพักอยู่ในรูปเงินสด และอาจพลาดผลตอบแทนในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้น

ที่มา:Youtube

แต่จากนั้น เขาก็ได้ยกตัวอย่างว่า หากนักลงทุนเกิดโชคร้ายนำเงินทั้งหมด 1 ล้านดอลลาร์ เข้าตลาดหุ้นในเดือนพฤษภาคม 1929 ซึ่งเป็นเดือนที่เขาเกิด เงินก้อนนั้นจะเหลือเพียงประมาณ 100,000 ดอลลาร์ในปี 1933

นั่นหมายถึงการเห็นเงินที่สะสมมาทั้งชีวิตหายไปประมาณ 90% ภายในเวลาเพียง 4 ปี

ตัวเลขนี้ไม่ได้เจ็บปวดเพียงเพราะมันลดลงอย่างมาก แต่เพราะในโลกจริง เงินก้อนนั้นอาจเป็นเงินเกษียณ เงินเพื่อครอบครัว หรือเงินที่ทุกคนใช้เวลาทั้งชีวิตเก็บสะสมมา

การยกตัวอย่างของ Bogle สะท้อนให้เห็นว่า แม้การลงทุนเงินก้อนจะชนะในด้านผลตอบแทน แต่ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองกำลังเข้าตลาดก่อนรอบขาขึ้น หรือก่อนวิกฤตครั้งใหญ่

จุดแข็งของ DCA จึงไม่ใช่การสร้างผลตอบแทนสูงสุด แต่คือการลดความเสียหายจากการเข้าตลาดผิดจังหวะ และช่วยลดแรงกดดันทางจิตใจจากการเห็นเงินทั้งหมดลดลงพร้อมกัน

เพราะในชีวิตจริง นักลงทุนจำนวนมากอาจทนเห็นพอร์ตขาดทุนหนักไม่ได้ และตัดสินใจขายในช่วงที่ตลาดตกต่ำที่สุด

กลยุทธ์ที่ดีที่สุดบนกระดาษจึงอาจไม่มีประโยชน์ หากเจ้าของพอร์ตไม่สามารถทำตามแผนได้จริง

ก่อนเสียชีวิตในปี 2019 ทรัพย์สินสุทธิของ Bogle ถูกประเมินไว้ราว 80 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่ทำให้เขาถูกจดจำมากกว่าขนาดพอร์ตคือ การทำให้นักลงทุนธรรมดาเข้าถึงกองทุนดัชนีต้นทุนต่ำ และมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งระยะยาวด้วยวิธีที่เรียบง่ายขึ้น


มุมมองผู้เขียน: คำตอบของ Bogle ไม่ได้หมายความว่า DCA ดีกว่าการลงทุนเงินทั้งก้อนเสมอไป แต่กำลังเตือนว่า การลงทุนในชีวิตจริงมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักสถิติเพียงอย่างเดียว