bitkub-banner

CryptoQuant เผยแผนปรับโครงสร้างเงินทุนของ Strategy ยังเหลืออีก 2 โจทย์หินที่ต้องแก้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • CryptoQuant ออกรายงานวิเคราะห์กรอบโครงสร้างเงินทุนใหม่ของ Strategy ที่ประกาศเมื่อ 29 มิถุนายน ชี้ว่า สามารถแก้ปัญหาสภาพคล่องเฉพาะหน้าได้ดี โดยบริษัทเพิ่มเงินสำรองจาก 1,440 ล้านดอลลาร์ เป็น 3,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้รองรับการดำเนินงานได้นานขึ้นเป็น 29 เดือน
  • แผนใหม่มีการระงับการซื้อ Bitcoin ชั่วคราว เพิ่มผลตอบแทนหุ้นบุริมสิทธิ STRC เป็น 12% พร้อมขายหุ้นสามัญ MSTR ผ่านช่องทาง ATM มูลค่า 466.7 ล้านดอลลาร์ และขาย Bitcoin ในปริมาณจำกัด เพื่อประคองกระแสเงินสด
  • CryptoQuant ชี้ว่า ยังมี 2 จุดอ่อนใหญ่ ที่ยังไม่ถูกแก้ คือ ไม่มีเกณฑ์ชัดเจนว่า จะกลับมาซื้อ Bitcoin เมื่อไหร่ และไม่มีกลยุทธ์เชิงรุกสำหรับการเทขายทำกำไรในตลาดกระทิงรอบถัดไป

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral

 รายงานนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างการเงินภายในของ Strategy มากกว่าจะเป็นปัจจัยที่กระทบราคา Bitcoin โดยตรง แม้จะสะท้อนว่าบริษัทยังมีความเสี่ยงด้านวินัยการลงทุนอยู่บ้าง แต่การที่บริษัทเลือกไม่เทขาย Bitcoin จำนวนมากออกสู่ตลาดก็ช่วยลดแรงกดดันฝั่งขายได้ในระยะสั้น ตลาดจึงไม่น่าจะขยับแรงจากประเด็นนี้เพียงอย่างเดียว

CryptoQuant บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนชื่อดัง ได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์ “กรอบโครงสร้างเงินทุนสินเชื่อดิจิทัล” ฉบับใหม่ของ Strategy ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่ถือครองบิตคอยน์ที่มากที่สุดในโลก 

แม้ว่า CryptoQuant จะกล่าวชื่นชมความสามารถของแผนงานนี้ ในการแก้ปัญหาความเสี่ยงด้านสภาพคล่องเฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ยังมีอีก 2 ความท้าทายใหญ่ที่บริษัทยังไม่สามารถหาทางออกได้

ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา CryptoQuant เคยออกมาแสดงความกังวลอย่างรุนแรงเกี่ยวกับความสามารถในการจ่ายเงินปันผลของ Strategy ที่ลดลง โดยสามารถรองรับการจ่ายเงินปันผลได้เพียง 14 เดือนเท่านั้น 

ประกอบกับเงินสดสำรองที่ร่อยหรอ และพฤติกรรมการเดินหน้าช้อนซื้อ Bitcoin ในช่วงระดับราคาที่สูงเกินไปของวัฏจักร ส่งผลให้ในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ทาง Strategy ได้ประกาศกรอบการบริหารจัดการเงินทุนชุดใหม่นี้ออกมาเพื่อแก้เกม 

โดยภายใต้กรอบการทำงานใหม่นี้ บริษัทได้สั่งระงับการเข้าซื้อ Bitcoin เป็นการชั่วคราว พร้อมทั้งกำหนดนโยบายเงินสำรองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ขั้นต่ำให้อยู่ที่ 12 เดือน และเดินหน้าเพิ่มเงินสำรองในคลังจากเดิม 1,440 ล้านดอลลาร์ พุ่งขึ้นเป็น 3,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยราว 100,863 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีเงินสดสำรอง เพื่อรองรับการดำเนินงาน เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 29 เดือนทันที

เจาะลึกแผนพยุงหุ้น และการจัดสรรสินทรัพย์เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือ

ในแผนโครงสร้างใหม่ยังมีการปรับเพิ่มอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) STRC ขึ้นเป็น 12% และได้ดำเนินการเทขายหุ้นสามัญ MSTR มูลค่า 466.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านช่องทาง ATM 

ขณะเดียวกัน บริษัทได้จำกัดปริมาณการขาย Bitcoin ออกมาให้อยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นมูลค่าราว 216 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเงินส่วนนี้ไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินปันผล และเติมเต็มเงินสดสำรองในคลัง

ทาง CryptoQuant ประเมินว่า การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นกลยุทธ์ที่ดี เนื่องจากบริษัทเลือกที่จะไม่ใช้วิธีเทขาย Bitcoin ออกมาในปริมาณมหาศาล ซึ่งอาจทำลายความเชื่อมั่นของตลาด แต่เลือกที่จะพยุงมูลค่าและความน่าเชื่อถือขององค์กร ผ่านการเพิ่มเงินปันผล และการระดมทุนผ่านการขายหุ้น MSTR แทน

เปิด 2 โจทย์ใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

CryptoQuant ชี้ชัดว่า กลยุทธ์ทางการเงินของ Strategy ยังคงมีช่องโหว่สำคัญอยู่ 2 ประการ ดังนี้

ประการแรก คือ “จังหวะเวลาในการกลับเข้าซื้อ Bitcoin ในอนาคต” โดยรายงานระบุว่า บริษัทจำเป็นต้องสร้างกฎเกณฑ์ที่เป็นระบบ และมีแบบจำลองทางคณิตศาสตร์รองรับ เพื่อเป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนว่า ควรจะเริ่มกลับมาสะสม Bitcoin อีกครั้งเมื่อใด หากไม่มีโมเดลที่คำนวณเรื่องมูลค่าที่แท้จริงว่า ราคาในขณะนั้นถูกหรือแพงเกินไป บริษัทก็มีความเสี่ยงสูงมากที่จะกลับไปซ้ำรอยเดิม คือ การไล่ซื้อเหรียญ Bitcoin ในช่วงที่ราคาพุ่ง จนแตะจุดสูงสุด ในยามที่สถานการณ์ตลาดเริ่มฟื้นตัว

ประการที่สอง คือ “กลยุทธ์การขายทอดตลาดในช่วงตลาดกระทิงรอบถัดไป” เนื่องจาก “โครงการแปลง Bitcoin เป็นเงินสด”ที่บริษัทนำเสนอภายใต้กรอบการทำงานใหม่นั้น โดยเนื้อแท้แล้ว ถือเป็นกลยุทธ์เชิงรับ กล่าวคือ มันเป็นเพียงกระบวนการขายภายใต้เงื่อนไขที่เอื้ออำนวย เพื่อจัดหาเงินทุนมาใช้จ่ายปันผล จ่ายดอกเบี้ย หรือซื้อหุ้นคืนเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นเท่านั้น ซึ่ง CryptoQuant ชี้ให้เห็นว่า สิ่งนี้แตกต่างไปจากวินัยในการขาย ที่มองภาพรวมของวัฏจักร Bitcoin ทั้งระบบ

บริษัทควรเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์เชิงรุก (Proactive) เช่น การวางแผนเทขายสินทรัพย์ในช่วงที่ราคาพุ่งสูงมากของวัฏจักร เพื่อนำเงินมาล้างหนี้สินในงบดุล แล้วนำกำไรที่ได้จากบิตคอยน์มาปันผลคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือเก็บเงินส่วนนั้นไว้เป็นกองทุนสำรอง เพื่อรอช้อนซื้อบิตคอยน์กลับคืนมาในราคาถูกช่วงตลาดขาลง ซึ่งแผนการเชิงรุกเหล่านี้ ยังไม่ถูกบรรจุไว้ในโครงสร้างปัจจุบัน และเป็นจุดสำคัญที่บริษัทต้องนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป

ที่มา : coinpost


มุมมองผู้เขียน : ต้องจับตาดูว่า Strategy จะเริ่มวางกรอบเชิงปริมาณ สำหรับการซื้อและขาย Bitcoin ออกมาเมื่อไหร่ เพราะตราบใดที่บริษัทยังตัดสินใจแบบอิงสถานการณ์เฉพาะหน้า ความเสี่ยงที่จะซื้อแพงขายถูกซ้ำรอยเดิมก็ยังไม่หมดไป