สรุปข่าว
- Ki Young Ju ซีอีโอ CryptoQuant คาดตลาดกระทิงรอบนี้ของ Bitcoin จะให้ผลตอบแทนราว 3-5 เท่า ไม่หวือหวาแตะ 10 เท่าเหมือนในอดีต
- ตลาดขาลงก็จะเบาลงตามไปด้วย เพราะขนาดตลาดใหญ่ขึ้นมาก และนักลงทุนสถาบันเข้ามาช่วยลดความสุดโต่งของราคา
- ดัชนีต้นทุนถือครอง และอัตราส่วนมูลค่าตลาดต่อมูลค่าจริงยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนว่า ผู้ถือครองระยะยาวเริ่มมีอิทธิพลเหนือตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
มุมมองของ Ki Young Ju ไม่ได้บอกว่าราคาจะพุ่งทะยานแบบสุดขั้ว แต่ชี้ให้เห็นทิศทางเชิงบวกในระยะยาว จากโครงสร้างตลาดที่มั่นคงขึ้น เม็ดเงินสถาบันไหลเข้าต่อเนื่อง และแรงขายจากนักลงทุนรายใหญ่ที่ลดลง ปัจจัยเหล่านี้หนุนราคา Bitcoin ให้มีเสถียรภาพมากกว่าจะกระตุ้นให้เกิดการปั่นราคาระยะสั้น
Ki Young Ju ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชน CryptoQuant ออกมาให้มุมมองเกี่ยวกับวัฏจักรราคาของ Bitcoin ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตลาดกระทิงรอบนี้น่าจะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 3 ถึง 5 เท่า ต่ำกว่าการพุ่งขึ้นแบบสุดขั้วกว่า 10 เท่าที่เคยเห็นในรอบก่อน ๆ
ในขณะเดียวกัน ตลาดขาลงที่จะตามมาก็คาดว่า จะไม่รุนแรงเท่าในอดีต โดยมีปัจจัยหลักมาจากขนาดของตลาดที่ขยายตัวอย่างมหาศาล ประกอบกับการเข้ามาของนักลงทุนระดับสถาบัน ซึ่งช่วยเข้ามาเพิ่มสภาพคล่อง และลดระดับความผันผวนแบบสุดขั้วลงไปได้มาก
Ki Young Ju ได้อธิบายมุมมองนี้อย่างน่าสนใจว่า การละทิ้งโอกาสที่ราคาจะพุ่งขึ้น 10 เท่า ก็หมายถึงการละทิ้งความเสี่ยงที่ราคาจะดิ่งลง 80% ไปพร้อมกันด้วย ซึ่งนี่คือจุดสำคัญที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระยะยาวที่มีความอดทนสูง ให้เข้ามาแทนที่เงินเก็งกำไรระยะสั้นในตลาด
ดัชนีกำไรขาดทุนและโครงสร้างราคาที่แข็งแกร่งขึ้น
การวิเคราะห์ของ Ki Young Ju ที่อิงจากดัชนีผลกำไรขาดทุนของผู้ถือครอง ชี้ให้เห็นว่า จุดสูงสุดของกำไรในรอบนี้ ลดความรุนแรงลงชัดเจน ขณะที่จุดต่ำสุดกลับมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีขึ้นกว่าเดิม
โดยตัวชี้วัด MVRV ยังคงยืนเหนือระดับ 1 ได้ แม้ในช่วงที่ราคาดิ่งลงต่ำสุด ซึ่งสะท้อนว่า ราคา Bitcoin ยังประคองตัวอยู่เหนือต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือครองโดยรวมบนบล็อกเชน
นอกจากนี้ รายงานจาก Glassnode เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ยังช่วยเสริมว่า ปัจจัยที่ช่วยลดความผันผวนของ Bitcoin ไม่ได้มาจากขนาดตลาดที่ใหญ่ขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่สัดส่วนของผู้ถือครองระยะยาว (Long-Term Holders) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย
แรงหนุนจากสถาบัน และเส้นทางสู่สินทรัพย์กระแสหลัก
ปัจจัยบวกที่ช่วยตอกย้ำแนวคิดของ Ki Young Ju คือ มูลค่าจริงตามราคาตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงเม็ดเงินใหม่ที่ไหลเข้าสู่ระบบอย่างไม่ขาดสาย ประกอบกับการที่ผู้ถือครองรายใหญ่แบบดั้งเดิมเริ่มหยุดเทขายเหรียญ และการเข้าสะสมสถานะ Long ในตลาด Futures ของนักลงทุนรายใหญ่ใกล้จุดต่ำสุดของรอบ
ขณะเดียวกัน แรงหนุนจากความต้องการของสถาบันการเงินทั่วโลก ด้วยการเปิดตัวกองทุน ETF พร้อมทั้งสภาพคล่องของ Stablecoin ที่ลึกขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการแปลงเป็นโทเคน (Tokenization) ล้วนช่วยเปิดทางให้นักลงทุนนอกสหรัฐฯ เข้าถึง Bitcoin ได้สะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น
ซึ่ง Ki Young Ju ได้สรุปมุมมองระยะยาวไว้ว่า ความผันผวนที่ลดลง และเสถียรภาพทางราคาที่เพิ่มขึ้นนี้เอง จะกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ผลักดันให้ Bitcoin ก้าวไปสู่การเป็นสกุลเงินหลักที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
ที่มา : bitcoin news
มุมมองผู้เขียน : พฤติกรรมเช่นนี้อาจทำให้กลุ่มนักเทรดที่คุ้นเคยกับการเก็งกำไรระยะสั้นอาจรู้สึกผิดหวังกับผลตอบแทนที่ไม่หวือหวาเหมือนแต่ก่อน แต่ในระยะยาวแล้ว โครงสร้างตลาดที่มั่นคงเช่นนี้น่าจะเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อการยอมรับและการนำ Bitcoin ไปใช้งานจริงในวงกว้างมากกว่า

