สรุปข่าว
- คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฮ่องกง (SFC) และสภาการรายงานทางบัญชีและการเงิน (AFRC) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ฉบับใหม่เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 เพื่อขยายความร่วมมือด้านการกำกับดูแลการรายงานทางการเงินและการตรวจสอบบัญชี
- ขอบเขตใหม่ครอบคลุมผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีใบอนุญาตจาก SFC (VASPs) รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ กองทุนเปิดที่จดทะเบียน และกองทุนที่ได้รับอนุญาตจาก SFC ทั้งหมด ไม่ใช่แค่บริษัทคริปโตอย่างเดียว
- MoU ฉบับนี้มาแทนที่ข้อตกลงเดิมปี 2564 โดยเพิ่มกลไกส่งต่อคดี แบ่งปันข้อมูล และตรวจสอบร่วมกันระหว่างสองหน่วยงาน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
ข่าวนี้เป็นเรื่องความร่วมมือด้านกำกับดูแลระหว่างหน่วยงานภาครัฐของฮ่องกง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหรือราคาสินทรัพย์โดยตรง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อราคาคริปโตในระยะสั้น แต่สะท้อนทิศทางระยะยาวที่ฮ่องกงพยายามสร้างมาตรฐานความโปร่งใสให้กับธุรกิจคริปโตที่มีใบอนุญาต
เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฮ่องกง (SFC) และสภาการรายงานทางบัญชีและการเงิน (AFRC) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ฉบับใหม่ เพื่อขยายความร่วมมือด้านการกำกับดูแลการรายงานทางการเงินและการตรวจสอบบัญชีให้ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจที่มีใบอนุญาตมากขึ้น ตามรายงานจาก Cointelegraph ข้อตกลงนี้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีใบอนุญาตจาก SFC (VASPs) เพิ่มเติมจากบริษัทหลักทรัพย์ กองทุนเปิดที่จดทะเบียน และกองทุนที่ได้รับอนุญาตจาก SFC ซึ่งเดิมเคยอยู่ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานนี้อยู่แล้วตั้งแต่ปี 2564
ขอบเขตใหม่ที่กว้างกว่าแค่คริปโต
แม้สื่อคริปโตหลายแห่งจะเน้นย้ำว่า MoU ฉบับนี้เป็นเรื่องการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลโดยเฉพาะ แต่ในความเป็นจริงข้อตกลงนี้ครอบคลุมกว้างกว่านั้นมาก โดยรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ที่มีใบอนุญาต (LCs) กองทุนเปิดที่จดทะเบียน (OFCs) และกองทุนที่ได้รับอนุญาตจาก SFC ทั้งหมด ธุรกิจคริปโตจึงเป็นเพียงหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของการขยายความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ใช่จุดศูนย์กลางเพียงอย่างเดียว
ข้อตกลงนี้ยังกำหนดกลไกความร่วมมือที่ชัดเจนขึ้น ทั้งการส่งต่อคดี การแบ่งปันข้อมูล การให้ความช่วยเหลือด้านการสืบสวนร่วมกัน และการตรวจสอบร่วมในประเด็นที่ทั้งสองหน่วยงานมีส่วนเกี่ยวข้อง โดย SFC ทำหน้าที่ออกใบอนุญาตและกำกับดูแลแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลและตัวกลางทางการเงินโดยตรง ขณะที่ AFRC ไม่ได้ออกใบอนุญาตให้บริษัทคริปโต แต่กำกับดูแลผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและบริษัทตรวจสอบบัญชี ดังนั้นเมื่อบริษัทคริปโตที่มีใบอนุญาตจาก SFC ยื่นงบการเงิน AFRC จะสามารถตรวจสอบคุณภาพและความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชีภายนอกที่ตรวจงบเหล่านั้นได้
ผู้บริหารทั้งสองฝ่ายชี้เป้าหมายด้านความน่าเชื่อถือ
ดร. Kelvin Wong Tin-yau ประธาน SFC ระบุว่าความร่วมมือครั้งนี้ช่วยสนับสนุนการกำกับดูแลที่ครอบคลุมทั่วทั้งระบบนิเวศทางการเงินที่หลากหลาย และเสริมสถานะของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ ขณะที่ Julia Leung Fung-yee ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SFC เน้นย้ำว่าการประสานงานข้ามภาคส่วนจะช่วยยกระดับคุณภาพการรายงานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลกต่อกรอบกำกับดูแลของฮ่องกง ด้าน ดร. David Tak Kei Sun ประธาน AFRC มองว่ากรอบความร่วมมือที่ชัดเจนขึ้นจะช่วยปกป้องผลประโยชน์สาธารณะและเสริมความสามารถในการแข่งขันของตลาดในระยะยาว ส่วน Janey Lai Chui-pik ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AFRC ระบุว่าความร่วมมือที่แน่นแฟ้นขึ้นจะช่วยให้สามารถระบุความเสี่ยงใหม่ ๆ ในตลาดได้เร็วขึ้น
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Standard Chartered ให้บริการแจกจ่าย Stablecoin สกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกงเป็นเจ้าแรก และ ฮ่องกงสั่งแบนล็อกอิน OTP คริปโทด้วย SMS และอีเมล บังคับใช้ระบบนี้แทน ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวทางที่ฮ่องกงพยายามเสริมความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกิจคริปโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้เป็นเรื่องที่ดูเป็นกิจวัตรของหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ได้มีผลกระทบต่อราคาคริปโตในระยะสั้นแน่นอน แต่ถ้ามองภาพรวม ฮ่องกงกำลังพยายามผลักดันตัวเองให้เป็นศูนย์กลางคริปโตที่มีมาตรฐานการกำกับดูแลเทียบเท่าสถาบันการเงินดั้งเดิม ซึ่งเป็นแนวทางที่ต่อเนื่องมาจากการออกใบอนุญาต Stablecoin และกฎ OTP ที่เข้มงวดก่อนหน้านี้ สำหรับใครที่ติดตามการลงทุนในธุรกิจคริปโตที่มีใบอนุญาตในฮ่องกง เรื่องนี้น่าจับตาในแง่ที่ว่าคุณภาพการตรวจสอบบัญชีและความโปร่งใสของบริษัทเหล่านี้อาจถูกยกระดับขึ้นในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันในอนาคต
ที่มา: Cointelegraph
ภาพจาก AI

