สรุปข่าว
- โช๊ค โชกุล นักลงทุนและพอดแคสเตอร์ชื่อดังชาวไทย เล่าเรื่องราวผ่านช่อง Business Tomorrow เมื่อวันที่ 30 กันยายนว่า พอร์ตเคยติดลบหลัก 100 ล้านบาท แต่เจ็บน้อยกว่าวันที่ขาดทุน 1 ล้านบาทแรกในชีวิต
- ต้นเหตุของการขาดทุนครั้งแรกคือ การซื้อ DW โดยไม่เข้าใจกลไก ไม่รู้จักอัตราเกียริ่ง และเชื่อคำแนะนำของรุ่นพี่เพียงอย่างเดียว
- ข้อคิดสำคัญคือ ความเจ็บปวดจากการลงทุนไม่ได้วัดที่ตัวเลข แต่วัดจากช่วงเวลาและขนาดพอร์ตว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา :Neutral
เนื้อหาเป็นการเล่าประสบการณ์และมุมมองด้านจิตวิทยาการลงทุน ไม่มีข้อมูลเชิงปัจจัยพื้นฐาน นโยบาย หรือสัญญาณตลาดที่กระทบราคาสินทรัพย์ใดโดยตรง
โช๊ค โชกุล นักลงทุนและพอดแคสเตอร์ชื่อดังชาวไทย ผู้มีอิทธิพลด้านแนวคิดการลงทุน และปรัชญาการใช้ชีวิต ได้ออกมาเปิดเผยมุมมองถึงเรื่องราวการขาดทุนของตนเอง ผ่านทางช่อง Business Tomorrow ที่ออกอากาศ เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา
โดยเรื่องราวสุดเอ็กซ์คลูซีฟเกี่ยวกับการขาดทุนครั้งใหญ่ในชีวิตการลงทุนครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ความเจ็บปวดจากผลตอบแทนที่ติดลบนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเสมอไป

โช๊ค โชกุล ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นในเส้นทางการลงทุนว่า เขาเคยผ่านช่วงเวลาที่พอร์ตการลงทุนติดลบสูงถึงหลัก 100 ล้านบาท แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ความรู้สึกในวันนั้นกลับเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในวันที่พอร์ตแตกและสูญเงิน 1 ล้านบาทแรกในชีวิต
“ผมเคยมีพอร์ตติดลบหลัก 100 ล้านนะ แต่ผมแค่จะบอกว่า วันนั้นอะ ผมไม่เจ็บเท่ากับ วันที่ผมพอร์ตแตก 1 ล้านบาทแรก”

ย้อนกลับไปในยุคแรกเริ่มที่ยังเป็นนักลงทุนมือใหม่และมีเงินทุนไม่มากนัก เขาเริ่มก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยและได้รู้จักกับ DW (Derivative Warrants) โดยที่ไม่ได้มีความเข้าใจในกลไกของผลิตภัณฑ์ financial instrument ชนิดนี้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราเกียริ่ง หรือความเสี่ยงที่แฝงอยู่ การตัดสินใจซื้อในตอนนั้นเกิดขึ้นเพียงเพราะเชื่อตามคำแนะนำของรุ่นพี่คนหนึ่งที่เสนอเหตุผลซัพพอร์ตจนดูน่าเชื่อถือ
“ผมเงินน้อยกว่า ตอนที่ผมเริ่มลงทุนอะ ผมเคยเล่าเรื่องนี้ไปแล้วแหละว่า ตอนที่ผมเริ่มลงทุนอะ ช่วงแรก แล้วก็เริ่มลงทุนในหุ้นไทย แล้วตอนนั้นมันก็จะเป็น DW คือ Derivative Warrants ซึ่งผมไม่รู้เลย มันคืออะไร ผมไม่รู้เลย ผมก็ซื้อไป ผมซื้อไปแค่เพราะว่า รุ่นพี่คนหนึ่งมาบอกผม
มาบอกผมว่า เห้ย อันนี้ดีนะ ให้เหตุผลอย่างนู้น อย่างนี้ ผมก็ซื้อไป แล้วผมก็ เห้ย โอเคฟังเขา ก็เข้าท่า ผมก็ซื้อไป”
“ซื้อไปปั๊ป อีกซักพักมันก็เริ่มลง เริ่มลง ผมก็โทรไปถามเขานะ แบบ เห้ย พี่ ยังถือได้ไหม
เขาก็บอกว่า เอ้ย แปปนึง เดี๋ยวเช็คกราฟก่อน เห้ย ได้ เนี่ย ถือได้ อะเรามั่นใจ ทีนี้ เราก็ซื้อเข้าไปเพิ่มอีก
เราไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ เกียริ่ง (Gearing) ไม่รู้เรื่องอะไรเลย สุดท้ายอะ สุดท้ายมันติดลบเยอะมาก จนผมแบบ ผมไม่ไหว จนผมก็ต้องปิดไป”

ความต่างระหว่าง “ไม่รู้” กับ “รู้ว่าทำอะไรอยู่”
เหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างบาดแผลทางใจอย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องสูญเสียเงินจำนวนมากถึงหลักล้านบาท
“แล้วผมจำได้ว่าตอนนั้น ผมก็เฮิร์ตมาก เพราะผมติดลบล้านแรก ผมไม่เคยเสียขนาดนั้นเลย แล้วก็เลยรู้สึกว่าแบบ วันนั้นอะ ที่ผมเสีย ติดลบล้านกว่า จริงๆ เจ็บกว่า ตอนที่ผมติดลบเป็น 100 ล้านด้วยซ้ำ”

โช๊ค โชกุล อธิบายถึงความแตกต่างสำคัญว่า ในวันที่พอร์ตติดลบหลักร้อยล้าน เขารู้และเข้าใจอย่างชัดเจนว่ากำลังทำอะไรอยู่ ตระหนักดีว่าเป็นเพียงภาวะการย่อตัวของพอร์ตตามกลไกปกติ เขามีความเข้าใจในสภาวะตลาดมากพอ และมีความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ที่ถือครอง จนกระทั่งผลตอบแทนสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ในที่สุด
“เพราะเป็น 100 ล้าน ผมรู้ว่าผมทำอะไรอยู่ ผมรู้ว่ามันเป็น drawdown ผมรู้ว่าแบบ ผมมี Conviction พอ ผมเข้าใจตลาดมากพอที่แบบ เออเราจะถือ เออแล้วมันก็กลับมาจริง ๆ”
เจ็บไม่ได้วัดที่ตัวเลข
เขาได้ทิ้งท้ายข้อคิดสำคัญสำหรับนักลงทุนไว้อย่างน่าสนใจว่า ความเจ็บปวดในการลงทุนไม่อาจวัดได้ด้วยตัวเลขจำนวนเงิน แต่มันคือ ช่วงเวลา และขนาดของพอร์ต ณ ขณะนั้นว่า สภาวะจิตใจและฐานะทางการเงินของเราสามารถรองรับความความเสี่ยงและความเสียหายได้มากน้อยเพียงใด
“ใช่ ก็เลย จะบอกว่า แบบ ไอคำว่าเจ็บอะ อย่าพูดว่า มันเป็นตัวเลข เจ็บมันคือ โมเมนต์ แล้วก็ตัวพอร์ตของเรา มากกว่า ว่า ไซส์ตอนนั้นอะ เรารับได้ขนาดไหน”
ที่มา : Business Tomorrow
มุมมองผู้เขียน : บทเรียนของคุณโช๊คสะท้อนสิ่งที่นักลงทุนมือใหม่มักเจอคือ การเข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่เข้าใจ แล้วใช้ความมั่นใจของคนอื่นแทนความรู้ของตัวเอง ซึ่งมูลค่าความเสียหาย ยังไม่สำคัญเท่าการรู้ว่าตนเองกำลังถืออะไรและเพราะเหตุใด
ดังนั้น ผู้ที่สนใจลงทุนอะไรก็ตาม จึงควรศึกษาข้อมูลให้รู้จริงก่อนและจำกัดขนาดการลงทุนให้อยู่ในระดับที่รับความเสี่ยงได้จริง จะไม่ได้เจอกับบาดแผลทางใจที่ต้องจำอีกไปนาน

