สรุปข่าว
- งานวิจัยจากวารสาร Nature ชี้ว่า AI กำลังขโมย ความเหนื่อย ซึ่งเป็นกระบวนการออกแรงทางความคิดที่จำเป็นต่อการเติบโตและการพัฒนาทักษะ
- การพึ่งพา AI ทั้งหมดทำให้ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ถดถอย โดยงานทดลองในนักเรียนพบว่ากลุ่มที่ใช้ AI มีคะแนนสอบจริงต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้ AI
- สัญชาตญาณของมนุษย์ที่รักความสบายมักเลือกใช้คำตอบสำเร็จรูปแทนการฝึกคิดเอง นำไปสู่ปัญหาฝีมือขึ้นสนิมและความสามารถในการแก้ปัญหา
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
งานวิจัยจากวารสาร Nature ชี้ว่า การปล่อยให้ AI คิดและทำงานแทนมนุษย์ทั้งหมดส่งผลเสียต่อกระบวนการเรียนรู้ เนื่องจากสมองจำเป็นต้องผ่านความพยายามและความเหนื่อยล้าจึงจะเกิดการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ แม้ AI จะช่วยอำนวยความสะดวกอย่างมาก แต่การพึ่งพาคำตอบสำเร็จรูปโดยปราศจากการฝึกฝนด้วยตนเอง จะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีในระยะยาว
ทุกวันนี้ เพียงแค่พิมพ์คำสั่งไม่กี่ประโยค AI ก็สามารถ สืบหาข้อมูลซับซ้อน เขียนรายงานหลายสิบหน้ากระดาษ หรือแก้ปัญหาสุดโหดหินให้เราได้ภายในไม่กี่วินาที ซึ่งความสบายระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า เรากำลังมีผู้ช่วยอัจฉริยะที่เก่งที่สุดมาอยู่ข้างกาย
แต่บทความวิจัยล่าสุดจากวารสารวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง Nature กำลังตีแผ่ให้เห็นความจริงอีกด้านที่น่ากลัวกว่านั้น
“AI ไม่ได้มาขโมยความรู้ไปจากสมองเรา แต่มันกำลังแอบขโมยความเหนื่อยไป ซึ่งความเหนื่อยนั้นแหละคือ สิ่งเดียวที่ทำให้สมองมนุษย์เติบโตและคิดเป็น”
เมื่อ AI ไม่ได้แค่ช่วยงาน แต่คิดแทนทั้งหมด
จุดเริ่มของข้อสงสัยนี้เกิดขึ้นเมื่อ Lixiang Yan นักวิจัยด้านการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยชิงหวา ได้ทดลองนำ AI Agent ในระบบ Codex มาช่วยตั้งระบบคอร์สเรียนออนไลน์ ก่อนจะพบความจริงอันน่าตกใจว่า AI ตัวเดียวกันนี้สามารถสวมรอยเป็นผู้เรียน ล็อกอินเข้าวิชา ทำการบ้านส่ง ตอบคำถามอาจารย์ และเข้าไปโต้ตอบในเวทีเสวนาได้อย่างสมบูรณ์ โดยที่ผู้เรียนจริงไม่ต้องเปิดอ่านเนื้อหาแม้แต่หน้าเดียว
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจอาจารย์มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ กว่า 1,000 คน โดย American Association of Colleges and Universities (AAC&U) พบว่า 90% เชื่อว่า Generative AI กำลังทำให้ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ หรือ Critical Thinking ของผู้เรียนถดถอยลง ส่วนผลสำรวจนักศึกษากว่า 8,000 คนทั่วโลก ชี้ว่า 1 ใน 5 ยอมรับตรงๆ ว่า หากไม่มี AI ช่วย พวกเขาแทบแก้โจทย์ด้วยตัวเองไม่ได้อีกต่อไป ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยมีปัญหาในรูปแบบนี้
สมองต้องออกแรง ถึงจะเกิดการเรียนรู้
Daniel Willingham นักจิตวิทยาด้านการรู้คิดจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย อธิบายถึงกลไกเบื้องหลังเรื่องนี้ไว้ว่า การเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นจากการอ่านผ่านๆ หรือเห็นคำตอบสำเร็จรูป แต่เกิดจากการที่สมองต้องเกิดกระบวนการประมวลผล และการประมวลผลนั้นต้องออกแรงเสมอ
ความพยายาม ความซับซ้อน และความเหนื่อยล้าจากการฝึกตั้งคำถามและหาทางออก คือ ต้นทุนธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากมนุษย์ต้องการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และเมื่อ AI เข้ามาทำหน้าที่ประมวลผลแทนสมองเราทั้งหมด สิ่งที่หายไปจึงไม่ใช่แค่ข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่คือสิ่งที่เคยทำหน้าที่หล่อหลอมสมองของเราให้เติบโตจนถึงทุกวันนี้
เก่งขึ้นในห้องเรียนแต่สอบตก
งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ทดลองกับนักเรียนมัธยมราว 1,000 คนในประเทศตุรกี แสดงให้เห็นผลกระทบนี้อย่างชัดเจน โดยในช่วงที่เปิดให้นักเรียนใช้ AI ช่วย นักเรียนสามารถทำโจทย์คณิตศาสตร์ได้คะแนนดีขึ้นถึง 48% แต่เมื่อถึงวันสอบจริงที่ห้ามใช้ AI ช่วย คะแนนของเด็กกลุ่มนี้กลับร่วงหนักต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่เคยใช้ AI ช่วยเลยถึง 17%
ธรรมชาติของมนุษย์กับการปฏิเสธเรื่องยาก ๆ และความเคยชิน
แม้ในทางทฤษฎี ผู้เชี่ยวชาญจะมีความพยายามออกแบบ AI ให้กลายเป็นคุณครูที่ไม่แจกคำตอบ และใช้วิธีตั้งคำถามย้อนกลับเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ แต่สุดท้ายแล้วสัญชาตญาณตามธรรมชาติของมนุษย์มักจะเลือกวิธีการที่สบายที่สุดเสมอ
จริงอยู่ที่ว่าความขี้เกียจและความรักสบายมักเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมใหม่ๆ เพราะ มนุษย์เราสร้างเครื่องมือขึ้นมาก็เนื่องจากไม่ต้องการออกแรงลำบาก แต่ในกรณีการใช้ AI นั้นไม่เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต
Lixiang Yan พบว่า เมื่อเขาสร้างระบบ AI ที่ฝึกทักษะการคิดขึ้นมาใช้อย่างจริงจัง นักศึกษาบางคนกลับเลือกที่จะปิดระบบนั้นทิ้งไป แล้วเปิด ChatGPT ขึ้นมาแทน เพื่อเอาคำตอบสำเร็จรูปในทันที ส่งผลทำให้เครื่องมือที่ดีที่สุดในโลกจะไร้ความหมายทันที หากผู้ใช้เลือกที่จะปฏิเสธที่จะลองคิดเองตั้งแต่ต้น
กล่าวคือในอดีตมนุษย์ใช้มันสมองในการยกระดับชีวิตแต่ในตอนนี้มนุษย์เริ่มมีแนวโน้มที่จะไม่ใช้ทักษะในการคิดเลยและเลือกที่จะรอให้สิ่งที่ตนคิดว่าทรงภูมิกว่าป้อนคำตอบให้อย่างเดียว
นอกเหนือจากนี้ ความเคยชินก็มีส่วนที่ทำให้มนุษย์เริ่มรู้สึกลำบากเมื่อต้องทำอะไรที่ไม่คุ้นชิน และต่อให้เราจะเคยมีทักษะนั้นมาก่อนแต่สิ่งเหล่านั้นก็สามารถถูกกัดกร่อนได้ไปตามเวลาเหมือนที่เรียกกันว่า “ฝีมือขึ้นสนิม” เพราะสุดท้ายแล้วถ้ามนุษย์ไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้นบ่อยๆ การจะกลับมาให้ฝีมือ 100% เหมือนเดิมก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเริ่มต้นกันใหม่ และการใช้ AI ในการทำงานจนชินก็อาจทำให้ความคิดเราอุดตันในเวลาที่ต้องกลับมาใช้สมองจริงๆ
อย่าปล่อยให้ความสบาย ทำลายทักษะการคิด
ในอนาคต เทคโนโลยีอาจจะประมวลผล หรือแก้ปัญหาแทนเราได้แทบทุกเรื่อง แต่สิ่งเดียวที่ AI ทำแทนเราไม่ได้ คือ การออกแรงคิด เพื่อทำให้เรากลายเป็นคนที่คิดเป็น
มนุษย์มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคลเพราะเรามีความคิด เราเชื่อในสิ่งที่ทั้งเหมือนกันและต่างกันก็เพราะเราวิเคราะห์ หากเรายอมแลกสติปัญญากับความสบายชั่วคราว มนุษย์ก็อาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยที่เราอาจสูญเสียได้แม้กระทั่งตัวตนไปจนถึงจิตวิญญาณให้กับสิ่งที่เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ที่จะกลายเป็นนายเหนือหัวควบคุมเราในทุกการกระทำ
ที่มา : Nature
มุมมองผู้เขียน: AI เป็นเครื่องมือที่ดีและฉลาด แต่เราก็ไม่ควรหวังพึ่งมันมากจนเกินไปจนทำให้สูญเสียความสามารถและพลังใจในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

