สรุปข่าว
- ธนาคารโลกชูแนวคิด Small AI คือ เครื่องมือ AI เรียบง่ายที่ใช้ได้แม้บนมือถือ 3G เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และสร้างงานในตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ IMF ประเมินว่า งานทั่วโลกราว 40% อาจได้รับผลกระทบจาก AI
- Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เตือนว่า เศรษฐกิจโตแต่งานไม่โตตาม กลุ่มเสี่ยงสุดคือ แรงงานทักษะระดับกลางและบัณฑิตจบใหม่ ส่วน Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF เสนอให้รัฐบาลติดตามตลาดแรงงาน ปฏิรูปการศึกษา และทบทวนระบบภาษี
- Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ชี้ 5 ภาคส่วนสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน เกษตรรายย่อย สาธารณสุขปฐมภูมิ ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
เนื้อหาเป็นการหารือเชิงนโยบายและทิศทางเศรษฐกิจมหภาค จึงไม่มีมาตรการหรือตัวเลขที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโทฯ โดยตรง แม้ประเด็นเรื่องการลงทุนด้าน AI และ Data Center อาจช่วยหนุนความเชื่อมั่นต่อกลุ่มเทคโนโลยีในระยะยาวได้ แต่ก็ถูกถ่วงน้ำหนักด้วยความกังวลเรื่องการจ้างงานและความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมในขณะนี้ยังไม่ได้ส่งสัญญาณชี้นำทิศทางราคาที่ชัดเจน
วันนี้ (12 ตุลาคม) ประเทศไทยเปิดฉากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) ครั้งที่ 81 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้หัวข้อสำคัญอย่าง “Small AI, More and Better Jobs”
เวทีเสวนาดังกล่าวได้รวบรวม 3 ผู้นำระดับโลก ได้แก่ อาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก, ธาร์มาน ชานมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีสิงคโปร์ และคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF เพื่อร่วมถกประเด็นผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานโลก
โดยบังกาเสนอว่า “Small AI” หรือโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดเล็ก คือทางออกที่เหมาะสมและเข้าถึงได้จริงสำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ประธานาธิบดีธาร์มานส่งสัญญาณเตือนถึงภาวะ “Jobless Growth” หรือการที่เศรษฐกิจเติบโตแต่ตลาดแรงงานกลับไม่ขยายตัวตาม
ด้านจอร์เจียวาเปรียบเทียบคลื่นการเปลี่ยนแปลงของ AI ว่าไม่ต่างจาก “สึนามิที่ค่อยๆ ก่อตัวและเคลื่อนเข้าหาฝั่ง” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งปรับโครงสร้างและเตรียมความพร้อมรับมือตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลาม
แม้บทสนทนาส่วนใหญ่ในแวดวงเศรษฐกิจมักวนเวียนอยู่กับความเสี่ยงและการแย่งงาน แต่เวทีนี้ได้ปรับมุมมองสู่เชิงรุก ด้วยการตั้งโจทย์ว่าภาคธุรกิจและภาครัฐจะนำ AI มาใช้เป็นเครื่องยนต์สร้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนทั่วไปจับต้องได้อย่างไร
คนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคน กับโจทย์เรื่องงาน
บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า ในอีก 15 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่ถึง 1.2 พันล้านคนที่มีอายุครบ 18 ปี ซึ่งหากเติบโตมาพร้อมกับสุขอนามัย การศึกษา และทักษะที่ดี ก็จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางประชากรครั้งใหญ่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเมื่อเติบโตขึ้น พวกเขาจะต้องมีงานทำ
ซึ่งคำว่า “งาน” ในมุมมองของเขา หมายถึงการสร้างประโยชน์ให้สังคม ไม่ว่าจะทำงานในองค์กรใหญ่ บริษัทเล็ก หรือเป็นผู้ประกอบการเองก็ตาม
อาเจย์ บังกา ชี้ว่า มุมมองเรื่อง AI ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ด้านแรกคือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่สร้างความกังวลว่าจะเข้ามาแย่งงานมนุษย์โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว
ส่วนอีกด้านคือ โจทย์ของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำ ซึ่งจำเป็นต้องนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานจริง ผ่านแนวคิด “Small AI”
โดยเน้นการใช้เครื่องมือที่เรียบง่าย เหมาะกับบริบทท้องถิ่น และใช้งานได้ แม้บนเครือข่าย 3G หรืออุปกรณ์ระดับเริ่มต้น เช่น Edge AI เพื่อช่วยยกระดับการทำงานของครู บุคลากรการแพทย์ และเกษตรกรรายย่อย ซึ่งถือเป็นโอกาสมหาศาลในการเพิ่มผลิตภาพ พร้อมทั้งสร้างงานใหม่ๆ ในพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานยังจำกัด
การปรับใช้ AI ในคลินิกที่อินโดนีเซีย
อาเจย์ บังกา ยกตัวอย่างสถานการณ์ในคลินิกอินโดนีเซียว่า เมื่อพยาบาลพบผู้ป่วยที่มีผื่นผิวหนัง แต่ไม่สามารถระบุสาเหตุได้ ก็สามารถถ่ายภาพส่งให้ระบบ AI บนมือถือ 3G หรือแพทย์ที่ดูแลคลินิกเครือข่ายช่วยประเมินได้ทันที หากเป็นเพียงผื่นอักเสบทั่วไปก็จ่ายยาให้กลับบ้านได้เลย แต่หากจำเป็นต้องส่งต่อ แพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลภูมิภาคก็สามารถนัดวันเวลาล่วงหน้าได้ทันที
ซึ่ง Small AI นี้จะช่วยลดความยุ่งยากในการนัดหมาย และช่วยให้ศูนย์สาธารณสุขปฐมภูมิในพื้นที่ห่างไกลเชื่อมต่อกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมีแพทย์ประจำอยู่ทุกแห่ง
การใช้ AI ในภาคเกษตรของอินเดีย ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงความรู้ และโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง
อาเจย์ บังกา ระบุว่า ธนาคารโลกกำลังจับมือกับ Google พัฒนาแพลตฟอร์มช่วยเกษตรกร เข้าถึงปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ประกันภัย สินเชื่อ และราคาขายที่ดีขึ้น โดย Banga ยกตัวอย่างเกษตรกรหญิงที่ไม่รู้หนังสือ แต่สามารถใช้มือถือ 3G ถ่ายรูปใบพืชเพื่อให้ AI วิเคราะห์โรค แนะนำวิธีกำจัดแมลง และสั่งซื้อยาผ่านระบบธนาคารเข้าถึงง่ายในราคาเพียง 25 รูปี เพื่อไปรับที่สหกรณ์ได้ทันที
ซึ่งตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า Small AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่แรงงานคน แต่เข้ามาช่วยให้ผู้คน เข้าถึงความรู้ เครื่องมือ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่เคยไกลเกินเอื้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5 ภาคส่วนที่มีศักยภาพสร้างงาน
อาเจย์ บังกา ระบุว่า ธนาคารโลกเริ่มปรับทิศทางโดยให้ความสำคัญกับการสร้างงานมากขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่า จะหยุดลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โรงเรียน หรือสาธารณสุข แต่ทุกโครงการต่อจากนี้ ต้องตอบให้ได้ชัดเจนว่า จะช่วยสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างไร
โดยเน้นการสร้างสภาพแวดล้อม นโยบาย และลดความเสี่ยง เพื่อดึงดูดภาคเอกชนให้เข้ามาลงทุน เนื่องจากภาคเอกชนคือ ผู้สร้างงานหลักสูงถึง 75–85% ในแต่ละประเทศ
ทั้งนี้ Jobs Council ซึ่งรวมตัวแทนจากหลายภาคส่วน ได้กำหนด 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ โดยมุ่งเน้นการสร้างงานที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง แทนที่รูปแบบเดิม ที่รอรับงานจ้างต่อจากประเทศพัฒนาแล้ว
- โครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่สะพาน ถนน สนามบิน ระบบดิจิทัล ไฟฟ้า น้ำประปา ไปจนถึงทักษะและการศึกษา สร้างงานจากการก่อสร้างโดยตรง และเปิดทางให้กิจกรรมเศรษฐกิจอื่นตามมา
- เกษตรกรรมรายย่อย แหล่งผลิตอาหารสำคัญของหลายประเทศ แต่เกษตรกรมักแข่งขันได้ยาก การเข้าถึงสหกรณ์และเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มศักยภาพ
- สาธารณสุขปฐมภูมิ การขยายศูนย์สุขภาพชุมชน สร้างงานให้พยาบาล ผดุงครรภ์ และเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ ขณะที่ AI เชื่อมคนเหล่านี้กับแพทย์ที่อยู่ไกล
- การท่องเที่ยว สร้างงานต่อเนื่องในหลายธุรกิจ โดย Banga ได้ยกประเทศไทยเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้ท่องเที่ยว ขับเคลื่อนการจ้างงาน และยังมีความตั้งใจพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้ไปได้ไกลกว่าเดิม
- อุตสาหกรรมการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะประเทศที่มีแร่และโลหะมาก ซึ่งสามารถแปรรูปวัตถุดิบภายในประเทศเพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้นได้ นอกจากนี้ Banga ยังเน้นย้ำถึงโอกาสเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry) ในภูมิภาคแอฟริกาอีกด้วย
เศรษฐกิจโตอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ถ้างานไม่โตตาม
ธาร์มาน ชานมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ มองว่า ในยุคนี้ เพียงแค่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างงานที่ดีได้อีกต่อไป แม้ประเทศอย่างจีน อินเดีย และชาติกำลังพัฒนาในอาเซียนจะยังขยายตัวได้ดี แต่การจ้างงานกลับไม่ได้เติบโตตามไปด้วย ซึ่งหากรัฐบาลและภาคธุรกิจไม่รีบปรับตัว AI ก็อาจยิ่งถ่างช่องว่างนี้ให้กว้างขึ้น
นอกจากนี้ เขายังกังวลถึงภาวะเศรษฐกิจ และตลาดแรงงานแบบ K-shaped ที่อาจทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะแรงงานทักษะระดับกลางที่เป็นกำลังหลักของตลาดแรงงาน เพราะหากคนกลุ่มนี้ถูก AI แทนที่ หรือถูกผลักออกจากระบบ การสะสมทักษะมาหลายปีจะสูญเปล่า และส่งผลให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
3 ภาคส่วนที่ยังสร้างงานได้อีกมาก
- อุตสาหกรรมการผลิต
ตลาดแรงงานในภาคการผลิตยังคงเป็นส่วนที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากหลายพื้นที่ในประเทศกำลังพัฒนายังคงมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่า ทั้งแรงงานในจีนและหุ่นยนต์ เช่น หลายรัฐในอินเดียที่ภาคการผลิต เพื่อการส่งออกเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงเวียดนามที่ยังคงมีศักยภาพสูง
โดยหัวใจสำคัญคือ การเร่งดึงดูดเงินลงทุน จัดเตรียมพื้นที่อุตสาหกรรม และปรับปรุงกฎระเบียบด้านแรงงานให้เอื้อต่อการแข่งขัน
- พลังงานสีเขียว
อีกหนึ่งภาคส่วนสำคัญคือ พลังงานสีเขียว ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับเศรษฐกิจ AI ที่ต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล ที่น่าสนใจคือ ในมูลค่าเงินลงทุนที่เท่ากัน 1 ล้านดอลลาร์ การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนสามารถสร้างงานได้มากกว่าพลังงานฟอสซิลถึง 3 เท่าเลย
- สาธารณสุข
สำหรับภาคสาธารณสุข AI จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าการเข้ามาแทนที่บุคลากร เนื่องจากปัจจุบันประเทศกำลังพัฒนายังคงประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก
โดยมีสัดส่วนพยาบาลต่อประชากรน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วถึง 5–10 เท่า ซึ่งต่อให้เราสามารถลดช่องว่างนี้ลงได้เพียงครึ่งเดียว ก็ยังจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขชุมชนอีกมหาศาล
ตัวอย่างเช่นในอินเดีย ที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชนมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ทั้งการให้บริการฉีดวัคซีน การดูแลสุขภาพมารดา และการให้ความรู้ด้านสุขอนามัยแก่ครอบครัว
One-Person Company
ธาร์มาน ชานมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ยังชี้ว่า AI กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่างการเป็นลูกจ้าง กับการเป็นเจ้าของกิจการเลือนลางลง เนื่องจากในปัจจุบัน คนเพียงคนเดียวก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง แล้วค่อยขยายทีมงานเพิ่มเติมเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ซึ่งเขาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “One-Person Company”
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ในมณฑลเจ้อเจียงของประเทศจีน ที่มีการสร้างระบบนิเวศคอยสนับสนุนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การให้เข้าถึงโมเดล AI แหล่งพลังงาน ไปจนถึงบริการทางวิชาชีพต่างๆ โดยเขาเชื่อว่า ภาครัฐควรให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรายเดี่ยว ในลักษณะนี้อย่างจริงจัง ไม่ต่างจากการสนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ภาครัฐเร่งออกมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนเปิดรับเด็กจบใหม่เข้าทำงาน
ประเด็นสำคัญอีกประการที่ ธาร์มาน เน้นย้ำคือ การหายไปของ “งานแรก” สำหรับบัณฑิตจบใหม่ โดยเฉพาะในสายเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งหากคนรุ่นใหม่ต้องว่างงานนานเกินกว่าหนึ่งปี ไม่เพียงแต่จะเสียเวลาและทักษะจากการทำงานจริงเท่านั้น แต่ยังสูญเสียความมั่นใจและต้องไปแข่งกับรุ่นน้องที่จบตามมาอีกด้วย เขาจึงเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนเปิดรับเด็กจบใหม่เข้าทำงาน เช่นเดียวกับนโยบายที่เคยใช้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ระบบการศึกษาก็จำเป็นต้องปรับตัวอย่างกะทันหัน เนื่องจากมหาวิทยาลัยแบบเดิมยังเน้นทฤษฎีมากเกินไป ทั้งที่ในปัจจุบันมูลค่าของวุฒิการศึกษากลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ทางออกคือ การปรับไปสู่รูปแบบการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เช่น การฝึกงาน และระบบทวิภาคี ควบคู่ไปกับการสร้างความยืดหยุ่นในหลักสูตร เพราะในเมื่อไม่มีใครคาดเดาได้ว่า ตลาดแรงงานในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ระบบการศึกษาและตัวแรงงานเองจึงต้องพร้อมปรับเปลี่ยนให้ทันท่วงที
AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลก เร่งนำ AI ไปประยุกต์ใช้งานจริงในวงกว้าง
คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ชี้ว่า AI ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว โดยผลกระทบในระลอกแรกเกิดจากการลงทุนมหาศาลในการสร้าง Data Center และพัฒนาโมเดล ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจโลกเติบโตได้ราว 3% โดยมีสหรัฐฯ จีน และอินเดียเป็นผู้ผลิตหลัก ควบคู่ไปกับกลุ่มประเทศที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ซึ่งรวมถึงไทยและอีกหลายประเทศในเอเชีย
อย่างไรก็ตามKristalina Georgieva เน้นย้ำว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะระลอกถัดไปคือ การนำ AI ไปประยุกต์ใช้งานจริงในวงกว้าง ซึ่งหากประเทศกำลังพัฒนาสามารถเตรียมความพร้อมด้านพลังงานไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และทักษะของประชาชนได้ ก็จะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ง่ายดายเหมือนกับโทรศัพท์มือถือ
โดย IMF ประเมินว่า AI มีศักยภาพช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียได้ถึง 0.5–1% ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญ ที่ช่วยชดเชยผลกระทบจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตำแหน่งงานทั่วโลกมากถึง 40% จะได้รับผลกระทบจาก AI เข้ามาแทนที่
คริสตาลินา เปรียบเทียบผลกระทบจาก AI ว่าเป็นเหมือน “สึนามิที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามา” ซึ่งแม้จะไม่เกิดขึ้นฉับพลันทันที แต่ทุกประเทศจำเป็นต้องเร่งเตรียมพร้อมรับมือ
โดย IMF ประเมินว่า ตำแหน่งงานทั่วโลกมากถึง 40% จะได้รับผลกระทบในระยะยาว ทั้งในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรืออาจถูก AI เข้ามาแทนที่
ซึ่งสัดส่วนนี้จะสูงถึง 60% ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำจะอยู่ที่ราว 23% เนื่องจากความครอบคลุมของการใช้เทคโนโลยี และ Small AI ยังมีอยู่อย่างจำกัด
ทั้งนี้ เธอได้เสนอแนะแนวทางให้ภาครัฐเตรียมความพร้อมใน 3 ด้านหลัก ได้แก่:
- การติดตามและวิเคราะห์ตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด
เนื่องจาก AI ไม่ได้ลดการจ้างงานลงทั้งหมด แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการแรงงานอย่างสิ้นเชิง โดยงานระดับเริ่มต้น ที่เคยเป็นบันไดสะสมประสบการณ์ของคนรุ่นใหม่กำลังลดลง
ขณะที่งานที่เพิ่มขึ้นบางส่วน กลับกลายเป็นงานทักษะต่ำและค่าตอบแทนต่ำ ทำให้การจ้างงานภาพรวมเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพชีวิตแรงงานกลับไม่ได้ดีขึ้นตาม
- การปฏิรูปการศึกษาไปสู่ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ยุคสมัยของการเรียนรู้ทักษะเพียงครั้งเดียวแล้วใช้ได้ตลอดไปจบลงแล้ว การพัฒนาทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง จึงต้องกลายเป็นแกนหลักของทั้งระบบการศึกษาและตลาดแรงงานยุคใหม่
- การทบทวนนโยบายการคลังและโครงสร้างภาษี
เมื่อระบบเศรษฐกิจปรับเปลี่ยนไป เน้นการใช้เงินทุนและเทคโนโลยีมากกว่าการใช้แรงงานคน รัฐบาลจำเป็นต้องหาแนวทางจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอในการนำมาชดเชย และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีครับ
Georgieva สรุปทิ้งท้ายว่า แม้จะยังไม่มีใครคาดเดาอนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้าได้ชัดเจน แต่สิ่งที่ภาครัฐสามารถลงมือทำได้ทันทีในวันนี้ คือการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ผลกระทบ และพร้อมปรับตัวตามสถานการณ์จริง
ในช่วงท้ายของเวทีเสวนา ผู้นำทั้งสามท่านได้ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า โดย บังกา คาดหวังจะเห็นการผลักดัน Small AI ให้ถูกนำไปประยุกต์ใช้งานจริงในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มากที่สุด เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสทางเศรษฐกิจและการสร้างงานให้แก่ผู้คน
ขณะที่ ธาร์มาน มุ่งหวังให้ประชาคมโลก เร่งป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระลอกใหม่ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา โดยใช้ประโยชน์จาก AI และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถพัฒนาเจริญก้าวหน้าทันกันได้
และสำหรับ คริสตาลินา เธออยากเห็น AI เข้ามารับภาระหน้าที่ในงานที่มนุษย์ไม่อยากทำ เพื่อคืนเวลาให้ผู้คนได้ไปใช้ชีวิตกับสิ่งที่รัก โดยยังคงรักษาไว้ ซึ่งผลิตภาพในการทำงาน คุณภาพชีวิตที่ดี และศักดิ์ศรีในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
ที่มา : techsauce
มุมมองผู้เขียน : แนวคิด “Small AI” ที่เน้นการพัฒนาเครื่องมือบนสมาร์ทโฟนระบบ 3G และการช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่รู้หนังสือ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจช่วยให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่สามารถสร้างโอกาสและการจ้างงานได้จากระดับฐานราก โดยไม่ต้องพึ่งพาโมเดลขนาดใหญ่หรือชิปราคาแพงตามกระแสหลัก
ทั้งนี้ การแพร่หลายของ AI จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายงาน รายได้ และความมั่นคงของคนรุ่นใหม่ ทำให้ภาครัฐต้องเร่งปรับนโยบายเพื่อรับมือกับปัญหาการจ้างงานของกลุ่มบัณฑิตจบใหม่และแรงงานทักษะปานกลาง

