สรุปข่าว
- iVerify เปิดเผยการค้นพบ สปายแวร์ iPhone สายพันธุ์ใหม่ชื่อ P7 DarkSword ที่พัฒนาต่อยอด ทำให้สามารถค้นหากระเป๋าคริปโตและดึงข้อมูลสำคัญออกจากเครื่องได้โดยตรง
- สปายแวร์ตัวนี้ ติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ควบคุมทุก 15 วินาที ดึงได้ทั้ง Apple Keychain, Apple Notes และคลังรูปภาพ ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ใช้งานมักแอบจด seed phrase ไว้ในเครื่อง
- Apple ปิดช่องโหว่ต้นทางไปแล้ว แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดว่า P7 ข้ามระบบป้องกันของ iOS เวอร์ชันล่าสุดได้หรือไม่
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
ข่าวนี้เป็นการแจ้งเตือนภัยด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์ในฝั่งผู้ใช้งาน โดยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อโปรโตคอลหรือเหรียญคริปโต ใดๆ โดยตรง และช่องโหว่ดังกล่าวก็ได้รับการแก้ไขแล้ว ซึ่งยังไม่พบความเสียหายทางการเงินที่ยืนยันได้ ดังนั้น ราคาในตลาดจึงไม่น่าจะมีความเคลื่อนไหวตามข่าวนี้
บริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์ iVerify ได้เปิดเผยรายงาน เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ถึงการค้นพบมัลแวร์สปายแวร์บน iPhone สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่า P7 DarkSword ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอด ให้สามารถดึงข้อมูลกระเป๋าเงินคริปโตเคอเรนซี และข้อมูลสำคัญส่วนบุคคล ออกจากเครื่องได้อย่างแม่นยำ
ความน่ากลัวของสปายแวร์ตัวนี้คือ การเจาะเข้ามาสั่งการในระดับระบบปฏิบัติการของเครื่อง ส่งผลให้แฮกเกอร์สามารถขโมยข้อมูลสำคัญได้ โดยไม่จำเป็นต้องเจาะผ่านช่องโหว่ของแอปพลิเคชันกระเป๋าคริปโตโดยตรง
ผลจากการสืบสวนคดีการติดเชื้อ เมื่อเดือนสิงหาคมพบว่า มัลแวร์ P7 มีคำสั่งการทำงานหลักอยู่ 2 ฟังก์ชัน คือ wallet_scan ซึ่งทำหน้าที่สแกนหาแอปพลิเคชันกระเป๋าคริปโต ที่ติดตั้งอยู่ในตัวเครื่อง และ wallet_extract ที่มุ่งเจาะจงขโมยข้อมูลของแอปพลิเคชัน imToken โดยเฉพาะ
เจาะลึกความสามารถในการดึงข้อมูล และระบบควบคุมระยะไกลผ่าน C2 Server
นอกจากความสามารถในการสแกนหาแอปพลิเคชันแล้ว มัลแวร์ P7 ยังถูกพัฒนาให้สามารถดึงข้อมูลที่เข้ารหัสไว้จาก Apple Keychain ซึ่งเป็นระบบเก็บรหัสผ่านของตัวเครื่องได้ด้วย
โดยมัลแวร์จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบไฟล์ JSON บนเครื่อง ก่อนจะส่งออกไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์ เพื่อให้สามารถนำข้อมูลลับไปใช้งานต่อได้ทันที
ยิ่งไปกว่านั้น สปายแวร์ยังสามารถดึงไฟล์ข้อมูลจากแอป Apple Notes , คลังรูปภาพ และไฟล์แอปพลิเคชันอื่น ๆ ซึ่งมักเป็นจุดที่ผู้ใช้งานแอบจด Seed Phrases หรือรหัสผ่านสำคัญเอาไว้
ที่สำคัญคือ มัลแวร์ P7 ได้ปรับเปลี่ยนระบบควบคุมระยะไกลให้ส่งคำขอสั่งการไปยังเซิร์ฟเวอร์ควบคุมทุกๆ 15 วินาทีเป็นค่าเริ่มต้น ส่งผลให้แฮกเกอร์สามารถส่งคำสั่งการ ค้นหาไฟล์ หรือสั่งดึงข้อมูลเพิ่มเติม จากเครื่องของเหยื่อได้ตลอดเวลา โดยที่ผู้ใช้งานไม่ทันรู้ตัว
เบื้องหลังช่องโหว่ iOS และคำแนะนำด้านความปลอดภัยจาก Apple และ Google
การค้นพบ P7 ถือเป็นการวิวัฒนาการของเฟรมเวิร์กช่องโหว่ DarkSword ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม ทีมวิจัย Google Threat Intelligence เคยรายงานว่า ถูกใช้โดยกลุ่มแฮกเกอร์ที่คาดว่า ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อโจมตีผู้ใช้ในซาอุดีอาระเบีย ตุรกี มาเลเซีย และยูเครน ผ่านช่องโหว่บน iOS 18.4 ถึง 18.7
ทั้งนี้ ทาง Apple ได้ออกแพตช์อัปเดตความปลอดภัย เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าวไปแล้ว รวมถึงการปล่อย iOS 18.7.7 ในช่วงมีนาคม-เมษายน 2026
และยังไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่า P7 สามารถเจาะระบบป้องกันของ iOS เวอร์ชันล่าสุด หรือสร้างความเสียหายทางการเงินจนสำเร็จแล้วหรือยัง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ใช้ iPhone อัปเดตระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชันล่าสุดทันที และเปิดใช้งาน Lockdown Mode หากไม่สามารถอัปเดตระบบได้
ที่มา : cryptoslate
มุมมองผู้เขียน : ประเด็นนี้ช่วยย้ำเตือนว่า การจด Seed Phrases ไว้ในแอปโน้ต หรือการแคปหน้าจอเก็บไว้บนมือถือ ถือเป็นความเสี่ยง และสปายแวร์ระดับนี้ก็ยิ่งทำให้ความเสี่ยงดังกล่าวชัดเจนขึ้นไปอีก ซึ่งคาดว่าเครื่องมือโจมตีที่มุ่งเป้าสินทรัพย์คริปโต จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากกลุ่มแฮกเกอร์เล็งเห็นว่าข้อมูลเหล่านี้มีมูลค่าสูงมาก

