bitkub-banner

‘กรณ์’ ถก World Bank ชี้ไทยพร้อมขึ้นแท่นฮับการเงินดิจิทัล ชู Stablecoin-Tokenization ดันเศรษฐกิจ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะตัวแทนคณะกรรมาธิการการเงินฯ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย จัดสัมมนาบนเวทีคู่ขนาน การประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลก เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เพื่อวางทิศทางอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล และยกระดับระบบการเงินไทย
  • ไทยครองอันดับ 3 ของโลก ด้านปริมาณธุรกรรมชำระเงินดิจิทัลผ่านพร้อมเพย์และ QR Code และเป็นชาติแรกในเอเชีย ที่ออกพระราชกำหนดควบคุมธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยเฉพาะ
  • กรณ์ จาติกวณิช มองว่า Tokenization และ Stablecoin จะเป็นตัวพลิกโฉมระบบการเงินโลก พร้อมเน้นย้ำว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐ หน่วยงานกำกับ และเอกชน คือ กุญแจสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัลของภูมิภาค

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral

ข่าวนี้เป็นการสื่อสารเชิงนโยบายและการวางตำแหน่งประเทศ บนเวทีสากล ยังไม่มีมาตรการ ตัวเลขใหม่ หรือกำหนดเวลาบังคับใช้ที่จับต้องได้ จึงไม่น่าส่งแรงต่อราคาคริปโทในระยะสั้น ส่วนผลระยะยาวต่อบรรยากาศการลงทุนและโอกาสของโครงการ Tokenization ในไทยนั้นเป็นบวก แต่ต้องรอดูว่านโยบายจะแปลงเป็นการปฏิบัติจริงได้แค่ไหน

ประเทศไทยประกาศศักยภาพความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและกรอบกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลบนเวทีคู่ขนานการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 โดยคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมกับสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย จัดสัมมนาเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลและการยกระดับระบบการเงินไทย

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะตัวแทนคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่า เวทีดังกล่าวเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างผู้แทนจากธนาคารโลก และหน่วยงานกำกับดูแลหลักของไทย ได้แก่ ดร.สักกะภพ พันธ์ยานุกูล จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนางสาวนวลพรรณ ภวสันต์ จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ของระบบนิเวศทางการเงินและเกณฑ์การกำกับดูแลของประเทศ

ทั้งนี้ หากประเมินจากรากฐานที่ผ่านมา ประเทศไทยถือเป็นผู้นำในระดับแนวหน้าของโลกด้านการเงินดิจิทัล โดยมีจุดแข็งสำคัญ 2 มิติที่พิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว

มิติแรกคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน ซึ่งปัจจุบันไทยครองอันดับ 3 ของโลกในด้านปริมาณธุรกรรมชำระเงินดิจิทัลผ่านระบบพร้อมเพย์  และการสแกน QR Code โดยมีจำนวนบัญชีผู้ใช้งานทะลุกว่า 90 ล้านบัญชี สูงกว่าจำนวนประชากรที่มีอยู่ราว 70 ล้านคน อันเป็นผลสำเร็จจากการวางรากฐานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง ธปท. และภาคธนาคารพาณิชย์

มิติที่สองคือ ความก้าวหน้าทางกฎหมาย ซึ่งไทยถือเป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียที่บังคับใช้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นการเฉพาะ และเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มแรกของโลก ที่กำหนดนิยามทางกฎหมายของคำว่า “คริปโทเคอร์เรนซี” ไว้อย่างชัดเจน ภายใต้การขับเคลื่อนของ ก.ล.ต. ที่ประสานการทำงานร่วมกับ ธปท. อย่างใกล้ชิด

สำหรับการเปลี่ยนผ่านในระยะถัดไป อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองว่า เทคโนโลยีการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัล และเหรียญ Stablecoins จะเป็นฟันเฟืองสำคัญ ที่เข้ามาพลิกโฉมระบบการเงินโลก โดยจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการทำธุรกรรม ขยายช่องทางการระดมทุนให้แก่ภาคธุรกิจ และต่อยอดไปสู่นวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่

“ในฐานะผู้แทนประชาชน จุดยืนสำคัญคือ การสนับสนุนทุกเทคโนโลยีที่เข้ามาแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการลดภาระต้นทุนทางการเงิน การกระจายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีคุณภาพ การสร้างเกราะป้องกันภัยทุจริตหลอกลวง ตลอดจนการเพิ่มทางเลือกในการลงทุนใหม่ๆ ให้แก่คนไทย” นายกรณ์ ระบุ

นายกรณ์ ทิ้งท้ายว่า กุญแจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการเงินดิจิทัลแห่งภูมิภาค” ได้อย่างแท้จริง คือ การบูรณาการความร่วมมืออย่างมีเอกภาพระหว่างภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และภาคเอกชน เพื่อแปรเปลี่ยนความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีให้กลายเป็นผลประโยชน์ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประชาชนรวมถึงภาคธุรกิจไทยสามารถจับต้องได้จริง

ที่มาภาพ : TheReportersTH


มุมมองผู้เขียน : โจทย์ใหญ่ขั้นถัดไปจึงตกไปอยู่ที่ความชัดเจนของเกณฑ์กำกับดูแล Stablecoin จากหน่วยงานรัฐ และการผลักดันโปรเจกต์ Tokenization ให้เกิดการใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ ซึ่งหากภาครัฐและเอกชนสามารถผนึกกำลังและเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้ ไทยก็มีโอกาสสูงที่จะสร้างจุดเด่นและนำหน้าประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งนี้ สัญญาณสำคัญที่ต้องจับตาหลังจากนี้คือ ความเร็วในการออกกฎเกณฑ์ และการทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดจริง