bitkub-banner

Fidelity เตือน “นาฬิกาแห่งการลงทุน” ล่วงเลยเข้าสู่โซนเที่ยงคืน ส่อแววซ้ำรอยวิกฤต 2018-2022

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Fidelity เตือนตลาดเสี่ยง “นาฬิกาแห่งการลงทุน” เข้าสู่โซนเลยเที่ยงคืน คล้ายวัฏจักรตลาดหุ้นปี 2018 และ 2022 ที่เกิดแรงเทขายหนัก
  • บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีแตะ 5.34% ขณะที่นักลงทุนอาจลดความเต็มใจจ่ายซื้อหุ้นในราคาสูง
  • นักวิเคราะห์คาดกำไร S&P 500 ไตรมาส 3 โต 30.6% ซึ่งอาจช่วยพยุงตลาด หากผลประกอบการออกมาแข็งแกร่งจริง

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

Jurrien Timmer จาก Fidelity เตือนว่า “นาฬิกาแห่งการลงทุน” เข้าสู่โซนเลยเที่ยงคืน สะท้อนความเสี่ยงจากภาวะการเงินตึงตัวที่อาจกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ คล้ายช่วงปี 2018 และ 2022 ขณะที่บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีแตะ 5.34% เพิ่มแรงกดดันต่อมูลค่าหุ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคาดว่ากำไรบริษัทใน S&P 500 จะเติบโต 30.6% ในไตรมาส 3 ซึ่งอาจช่วยพยุงตลาดได้ หากผลประกอบการจริงแข็งแกร่งตามคาด ส่วน Bitcoin ยังต้องจับตาทิศทางดอกเบี้ยและภาวะการเงินสหรัฐฯ โดยไม่อาจสรุปได้ว่าจะปรับตัวลงตามตลาดหุ้น

Jurrien Timmer ผู้อำนวยการฝ่ายมหภาคระดับโลกของ Fidelity เตือนว่า “นาฬิกาแห่งการลงทุน” (Investment Clock) เข้าสู่โซนเลยเที่ยงคืนแล้ว สะท้อนความเสี่ยงด้านภาวะการเงินที่ตึงตัวอาจเข้ามากดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้นักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ว่า กำไรบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 จะเติบโตถึง 30.6% ในไตรมาส 3 ก็ตาม

Timmer ระบุว่า สัญญาณลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นในปี 2018 และ 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐานครั้งใหญ่ โดยกราฟที่เขาโพสต์บน X ใช้ข้อมูลถึงวันที่ 11 ตุลาคม แสดงให้เห็นว่า ภาวะการเงินเริ่มตึงตัวกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 52 สัปดาห์

แรงกดดันสำคัญมาจากบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ซึ่งให้ผลตอบแทนแตะ 5.34% เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ตามข้อมูลต้นทาง เมื่อพันธบัตรให้ผลตอบแทนสูงขึ้น นักลงทุนอาจลดความสนใจหุ้นที่มีมูลค่าแพง ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงได้ แม้บริษัทจะยังทำกำไรเพิ่มขึ้นก็ตาม

บทเรียนจากปี 2022 ชัดเจนว่า กำไรล่วงหน้าของบริษัทใน S&P 500 เพิ่มขึ้น 6.2% แต่ตัวคูณกำไรที่นักลงทุนยอมจ่ายกลับลดลง 30% ฉุดดัชนีร่วง 25.4% ระหว่างวันที่ 3 มกราคมถึง 12 ตุลาคม ส่วนในปี 2018 ดัชนีลดลง 19.3% จากจุดสูงสุดในเดือนกันยายนถึงจุดต่ำสุดในเดือนธันวาคม

อย่างไรก็ตาม Timmer มองว่าตลาดรอบนี้ยังมีโอกาสรับมือแรงกดดันได้ หากกำไรเติบโตแข็งแกร่งพอ โดยข้อมูลจาก LSEG คาดว่ากำไร S&P 500 ไตรมาส 3 จะเพิ่มขึ้น 30.6% ขณะที่การเติบโตของกำไรย้อนหลังใกล้ 30% อาจช่วยพยุงตลาดจากการหดตัวของมูลค่าหุ้น

สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาคือ ผลประกอบการจริงจะเติบโตได้ตามความคาดหวังหรือไม่ เพราะหากกำไรไม่แข็งแกร่งพอชดเชยแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ย ตลาดก็อาจเผชิญแรงขายซ้ำรอยวัฏจักรก่อนหน้า

ที่มา:beincrypto


มุมมองผู้เขียน: หากภาวะการเงินตึงตัวอย่างต่อเนื่อง Bitcoin อาจเผชิญแรงกดดันจากความระมัดระวังในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง แต่หากตลาดยังมีแรงหนุนจากปัจจัยเฉพาะของคริปโต ก็อาจเคลื่อนไหวแตกต่างจากหุ้นได้ ดังนั้น ควรรอดูข้อมูลเศรษฐกิจและทิศทางตลาดเพิ่มเติมก่อนสรุปว่าเป็นจุดเริ่มต้นของขาลงรอบใหม่