สรุปข่าว
- ฝรั่งเศสพบคดีโจมตีผู้ถือครองคริปโทฯ 90 คดีในช่วงต้นปีถึงกลางเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มจาก 20 คดีในปี 2567
- เหยื่อกว่า 40% เป็นสมาชิกครอบครัวหรือคนใกล้ชิด โดยคนร้ายใช้การข่มขู่และลักพาตัวเพื่อบังคับโอนคริปโทฯ
- ข้อมูลส่วนตัวที่รั่วไหลอาจช่วยให้คนร้ายระบุตัวและติดตามผู้ถือครองสินทรัพย์ได้
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
ฝรั่งเศสกำลังเผชิญทั้งปัญหาค่าครองชีพและอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปยังผู้ถือครองคริปโทฯ โดยจำนวนคดีเพิ่มจาก 20 คดีในปี 2567 เป็น 67 คดีในปี 2568 และ 90 คดีภายในกลางเดือนสิงหาคมปีนี้ ขณะเดียวกัน IMF คาดเศรษฐกิจโตเพียง 0.4% ในปีนี้ และมีประชาชนราว 550,000 คนออกมาประท้วงเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม คดีโจมตีคริปโทฯ ยังสร้างความเสี่ยงต่อครอบครัวและคนใกล้ชิดของนักลงทุน โดยข้อมูลระบุว่าคนกลุ่มนี้เป็นเหยื่อมากกว่า 40%
ฝรั่งเศสกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเรื่องค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น การประท้วงจากประชาชนหลายแสนราย และอาชญากรรมรุนแรงที่พุ่งเป้าไปยังผู้ถือครองคริปโทฯ ซึ่งมีจำนวนคดีสูงที่สุดในโลก มากกว่าสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร
จำนวนคดีในฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20 คดีในปี 2567 กลายเป็น 67 คดีในปี 2568 ก่อนแตะ 90 คดีในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2569 โดยช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 223 ราย และมีผู้ถูกจำคุก 126 ราย
ที่น่ากังวลคือ คนร้ายไม่ได้มุ่งเป้าเฉพาะนักลงทุนที่ถือคริปโทฯ โดยตรง แต่ยังเล่นงานสมาชิกในครอบครัวและคนใกล้ชิดด้วย โดยข้อมูลระบุว่า คนกลุ่มนี้คิดเป็นมากกว่า 40% ของเหยื่อทั้งหมด
เศรษฐกิจฝรั่งเศสเผชิญแรงกดดัน ประชาชนประท้วงทั่วประเทศ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจฝรั่งเศสจะเติบโตเพียง 0.4% ในปี 2569 ขณะที่หนี้สาธารณะอยู่ใกล้ 119% ของ GDP และราคาพลังงานที่สูงขึ้นกดดันค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชน
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ประชาชนประมาณ 550,000 คนออกมาประท้วงทั่วประเทศ เรียกร้องเกี่ยวกับค่าครองชีพ โรงเรียน และบริการสาธารณะ การชุมนุมในกรุงปารีสเกิดการปะทะ ขณะที่หลายเมืองมีรายงานเหตุเผาอาคารและปล้นสะดม โดยมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 1,200 คนทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าภาวะเศรษฐกิจหรือการประท้วงเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้คดีโจมตีผู้ถือครองคริปโทฯ เพิ่มขึ้น ทั้งสองเหตุการณ์จึงควรแยกพิจารณาจากกัน แม้จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
คนร้ายใช้กำลังบังคับโอนคริปโทฯ ข้อมูลรั่วไหลยิ่งเพิ่มความเสี่ยง
การโจมตีผู้ถือครองคริปโทฯ ลักษณะนี้เรียกว่า “Wrench Attack” โดยคนร้ายใช้การข่มขู่ ลักพาตัว หรือทำร้ายร่างกาย เพื่อบังคับให้เหยื่อโอนสินทรัพย์ดิจิทัล แทนการเจาะระบบบล็อกเชน หรือแฮกกระเป๋าเงินโดยตรง
อีกปัจจัยที่น่ากังวลคือ ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ซึ่งอาจช่วยให้คนร้ายระบุตัวและติดตามผู้ถือครองคริปโทฯ ได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ข้อมูลภาษีรั่วไหลในฝรั่งเศสเมื่อปี 2567 และกรณี Waltio ผู้ให้บริการรายงานภาษีคริปโทฯ ซึ่งมีรายงานว่ากระทบผู้ใช้งานประมาณ 50,000 รายในเดือนมกราคม 2569
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า Revolut ส่งมอบข้อมูลยืนยันตัวตน รายละเอียดบัญชี และประวัติธุรกรรม Bitcoin หลังถูกหลอกด้วยคำขอปลอมที่อาศัยโดเมนรัฐบาลอิตาลีซึ่งถูกแฮก ส่วนข้อมูลลูกค้าของ Ledger และ Trezor เคยรั่วไหลผ่านพันธมิตรด้านขนส่งและอีคอมเมิร์ซ
แม้ข้อมูลรั่วไหลไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การเหตุการณ์ปล้นทุกกรณี แต่ชื่อ ที่อยู่จัดส่ง อีเมล และหมายเลขโทรศัพท์อาจเป็นเบาะแสให้คนร้ายติดตามตัวเหยื่อได้ สำหรับนักลงทุน การรักษาความปลอดภัยจึงไม่ได้จบแค่การเก็บ Private Key และ Seed Phrase แต่ต้องระวังการเปิดเผยข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงตัวตน ที่อยู่ และสินทรัพย์ที่ถือครองด้วย
ที่มา:crowdfundinsider
มุมมองผู้เขียน: กรณีที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสสะท้อนความเสี่ยงที่นักลงทุนคริปโทฯ ไม่ควรมองข้าม นั่นคือการเก็บรักษา Private Key ให้ปลอดภัยอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากข้อมูลส่วนตัวทำให้คนร้ายรู้ว่า ใครถือครองสินทรัพย์และสามารถเข้าถึงตัวบุคคลได้

