สรุปข่าว
- วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยเผชิญกับเงินทุนที่ลดลงจาก 43 ล้านดอลลาร์เหลือ 19 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 1973–1974 คิดเป็นการลดลงประมาณ 55.8%
- ชาร์ลี มังเกอร์ ขาดทุน 31.9% ในปี 1973 และอีก 31.5% ในปี 1974 เมื่อนำผลตอบแทนมาคำนวณแบบทบต้น เงินลงทุนลดลงรวมประมาณ 53.3%
- ปีเตอร์ ลินช์ ระบุว่า การลงทุนใน Texas Air สร้างความเสียหาย 33 ล้านดอลลาร์
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
แม้แต่นักลงทุนระดับตำนานก็เคยติดดอยหนัก โดยบางคนขาดทุนเกิน 50% ขณะที่บางคนสูญเสียเงินทุนสูงถึง 60–70% หรือเสียหายหลายสิบล้านดอลลาร์ เรื่องราวของ วอร์เรน บัฟเฟตต์, ชาร์ลี มังเกอร์, ปีเตอร์ ลินช์, พอล ทูดอร์ โจนส์ และ มาร์ค มิเนอร์วินี เผยให้เห็นว่า ไม่มีใครหลีกเลี่ยงความผิดพลาดได้ทุกครั้ง แล้วพวกเขาผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายเหล่านั้นมาได้อย่างไร และนักลงทุนทั่วไปจะเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์เหล่านี้ได้บ้าง
ในวันที่เปิดพอร์ตขึ้นมาเห็นตัวเลขติดลบหนักจนแทบหมดกำลังใจ สิ่งนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแค่คนเดียว เพราะแม้แต่ปรมาจารย์ด้านการลงทุนและเทรดเดอร์ระดับตำนานของโลก ต่างก็เคยผ่านวันที่พอร์ตติดลบหนักและสูญเสียเงินลงทุนไปมากกว่าครึ่งมาแล้วทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นสายลงทุนระยะยาวอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett), ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) และ ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch) หรือสายเก็งกำไรระดับเซียนอย่าง พอล ทูดอร์ โจนส์ (Paul Tudor Jones) และ มาร์ค มิเนอร์วินี (Mark Minervini) ล้วนเคยพลาดมาแล้วทั้งนั้น ทั้งหมดนี้เคยขาดทุนหนัก และเคยเจอสถานการณ์ที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนมาก่อน
บางคนเจอวิกฤติถล่มพอร์ตจนแทบไม่ทันตั้งตัว บางคนตัดสินใจลงทุนผิดพลาดจนเสียเงินไปหลักหลายสิบล้านดอลลาร์ ขณะที่บางคนต้องใช้เวลาหลายปี ลองผิดลองถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะเจอวิธีเทรดที่เหมาะกับตัวเอง
1. วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยขาดทุนมากกว่า 50%

แม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็หนีไม่พ้นพายุตลาดหมี ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันและภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงในปี 1973–1974 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งเหวอย่างรุนแรง
หุ้นของบริษัท Berkshire Hathaway ร่วงลงจากระดับ 80 ดอลลาร์ ลงไปเหลือเพียง 40 ดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินส่วนตัวของบัฟเฟตต์หดตัวลงจาก 43 ล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 19 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นการขาดทุนทางบัญชีสูงถึง 55.8% (เสียหายไปกว่า 24 ล้านดอลลาร์)
อย่างไรก็ตาม บทเรียนแรกที่บัฟเฟตต์แสดงให้เห็นคือ การแยกแยะระหว่าง “ราคาหุ้นที่ร่วงลงตามอารมณ์ตลาด” กับ “มูลค่าพื้นฐานของธุรกิจ” เขาไม่ตื่นตระหนกเทขายหุ้นทิ้งตามคนอื่น แต่กลับมองวิกฤตเป็นโอกาสในการเข้าซื้อธุรกิจชั้นดีในราคาถูก จนกระทั่งเมื่อตลาดฟื้นตัวในปี 1977 เงินลงทุนของเขาก็ทะยานกลับขึ้นมาอยู่ที่ 67 ล้านดอลลาร์ หรือเติบโตขึ้นถึง 252.6% จากจุดต่ำสุด พลิกสถานการณ์กลับมาสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยิ่งใหญ่
2. ชาร์ลี มังเกอร์ พอร์ตหายไปกว่าครึ่ง

ในช่วงวิกฤตปี 1973–1974 เดียวกันนั้น ชาร์ลี มังเกอร์ คู่หูคนสำคัญของบัฟเฟตต์ ซึ่งขณะนั้นยังบริหารห้างหุ้นส่วนการลงทุนของตัวเอง (Wheeler, Munger & Co.) ต้องเผชิญกับความเสียหายที่หนักหน่วงยิ่งกว่าจากการถือหุ้นในสัดส่วนที่กระจุกตัว โดยพอร์ตของมังเกอร์ติดลบ 31.9% ในปี 1973 และติดลบซ้ำอีก 31.5% ในปี 1974 เมื่อคำนวณผลขาดทุนทบต้นสองปีติดต่อกัน มูลค่าพอร์ตของเขาหายไปถึง 53.3%
ตัวเลขของมังเกอร์สะท้อนบทเรียนที่สองเรื่อง “คณิตศาสตร์แห่งการเอาทุนคืน” เพราะหากคุณมีเงิน 1 ล้านบาท แล้วขาดทุนไป 53.3% เงินต้นจะเหลือเพียง 467,000 บาท และการจะปั้นเงินก้อนที่เหลือให้กลับไปแตะ 1 ล้านบาทเท่าเดิม คุณต้องทำกำไรให้ได้มากกว่า 114% ยิ่งปล่อยให้พอร์ตขาดทุนลึกเท่าไร เปอร์เซ็นต์กำไรที่ต้องทำเพื่อทวงทุนคืนก็จะยิ่งทวีความยากขึ้นแบบก้าวกระโดด การควบคุมความเสี่ยงและการมีสภาพคล่องทางจิตใจที่จะทนต่อความผันผวนได้ จึงสำคัญไม่แพ้การมองหาผลตอบแทน
3. ปีเตอร์ ลินช์ หุ้นตัวเดียวสร้างความเสียหาย 33 ล้านดอลลาร์

ปีเตอร์ ลินช์ อดีตผู้จัดการกองทุน Magellan Fund ผู้สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 29.2% ต่อปี ก็เคยฝากสถิติการขาดทุนระดับมโหฬารไว้ในหนังสือ Beating the Street
โดยเขายอมรับว่าการตัดสินใจที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งคือการเข้าไปลงทุนในหุ้นสายการบิน Texas Air Corporation (บริษัทแม่ของ Eastern Air Lines และ Continental Airlines) ซึ่งสร้างความเสียหายให้กองทุนของเขาไปถึง 33 ล้านดอลลาร์
ความผิดพลาดของลินช์คือ การหลงเชื่อในแผนฟื้นฟูกิจการและเข้าซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าราคาปรับตัวลดลงมามากแล้ว โดยมองข้ามปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งเรื่องหนี้สินมหาศาลและปัญหาแรงงานภายใน
จนสุดท้ายบริษัทต้องยื่นล้มละลาย บทเรียนที่สามจากกรณีนี้คือ ในการลงทุนหุ้นรายตัวเพียงตัวเดียว หากปัจจัยพื้นฐานของโครงการพังทลายลงแล้ว การดื้อรั้นถือต่อหรือเข้าไปถัวเฉลี่ยขาลงเพียงเพราะเห็นว่าราคาถูก อาจนำไปสู่การสูญเสียเงินลงทุนก้อนใหญ่โดยไม่มีวันได้คืน
4. พอล ทูดอร์ โจนส์ ความเสี่ยงจากการเปิดโพสิชันใหญ่เกินไป

ขยับมาที่ฝั่งเทรดเดอร์สายเก็งกำไร พอล ทูดอร์ โจนส์ ที่เคยเล่าประสบการณ์เฉียดตายในตลาดไว้ในหนังสือ Market Wizards เมื่อครั้งที่เขายังเป็นเทรดเดอร์หนุ่มในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ปี 1979 เขาตัดสินใจเปิด Long position สัญญาฝ้ายจำนวนมากเกินตัวเพราะมั่นใจในทิศทางตลาด แต่เมื่อราคาฝ้ายดิ่งลงฟลอร์อย่างรุนแรงสวนทางกับที่คาด พอร์ตที่เขาบริหารอยู่ก็สูญเสียเงินทุนไปถึง 60%–70% ภายในชั่วพริบตาเดียว จนเขาเกือบตัดสินใจหันหลังให้วงการการเงิน
เหตุการณ์วันนั้นเปลี่ยนโฉมหน้าการเทรดของโจนส์ไปตลอดกาล และกลายเป็นบทเรียนที่สี่เรื่อง “การกำหนดขนาดการลงทุน (Position Sizing)” ที่นักเทรดคริปโทฯ สายใช้เลเวอเรจ ต้องจำให้ขึ้นใจ เพราะต่อให้คุณวิเคราะห์กราฟหรือปัจจัยพื้นฐานมาแม่นยำแค่ไหน แต่ถ้าวางเงินเดิมพันในไม้เดียวใหญ่เกินกว่าที่หน้าตักจะรับไหว เพียงความผันผวนระยะสั้นที่สวนทางเพียงครั้งเดียว ก็สามารถล้างพอร์ตหรือทำให้ถูกบังคับขาย จนหมดตัวได้ทันที
5. มาร์ค มิเนอร์วินี เคยหมดตัวก่อนประสบความสำเร็จ

ก่อนที่ มาร์ค มิเนอร์วินี จะก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์การแข่งขันเทรดหุ้นสหรัฐฯ (U.S. Investing Championship) ด้วยผลตอบแทนระดับ 334.8% ต่อปี ในช่วงเริ่มต้นอาชีพช่วงทศวรรษ 1980 เขาเคยขาดทุนจนหมดตัวและต้องทำงานหาเงินมาเติมพอร์ตซ้ำแล้วซ้ำเล่านานเกือบ 6 ปี
สาเหตุหลักเกิดจากการชอบช้อนซื้อหุ้นราคาถูกที่เป็นขาลง และการ “ไม่กล้าตัดขาดทุน” เมื่อรู้ว่าตัวเองคิดผิด เพียงเพราะอีโก้และกลัวจะเสียหน้าเวลาต้องโทรไปสั่งขายหุ้นกับโบรกเกอร์
ความเจ็บปวดจากการหมดตัวผลักดันให้มิเนอร์วินีรื้อวิธีคิดใหม่ จนพัฒนาเป็นกลยุทธ์ SEPA ที่เน้นซื้อเฉพาะหุ้นขาขึ้นที่มีพื้นฐานและโมเมนตัมแข็งแกร่ง พร้อมตั้งจุดตัดขาดทุนที่เข้มงวดทุกครั้งก่อนเข้าซื้อ
บทเรียนที่ 5 จากชีวิตของเขาคือ ตลาดการเงินไม่เคยสนใจอีโก้หรือความภาคภูมิใจของใคร การยอมรับความผิดพลาดและรีบตัดเนื้อร้ายทิ้งตั้งแต่ความเสียหายยังเล็กน้อย คือเกราะป้องกันเดียวที่จะทำให้คุณยังมีเงินทุนเหลือรอดไปรอทำกำไรในรอบถัดไป
เมื่อมองย้อนกลับไปในเส้นทางของตำนานทั้ง 5 คน จะพบจุดร่วมเดียวกันว่า คนที่ประสบความสำเร็จในตลาดการเงิน ไม่ใช่คนที่ไม่เคยติดดอยหรือไม่เคยขาดทุน แต่คือ คนที่เมื่อพลาดพลั้งแล้วไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดครั้งเดียวทำลายชีวิตการลงทุนของตัวเอง การเรียนรู้ที่จะประเมินความเสี่ยง วางขนาดพอร์ตให้เหมาะสม และมีวินัยในการปกป้องเงินต้น จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนบาดแผลในวันนี้ ให้กลายเป็นความมั่งคั่งที่ยั่งยืนในวันข้างหน้าได้สำเร็จ
คนที่อยู่รอด ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ถูกทุกครั้ง
เมื่อมองย้อนกลับไป เรื่องราวของนักลงทุนระดับโลกเหล่านี้มีจุดร่วมที่สำคัญอย่างหนึ่งนั่นคือ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงความผิดพลาดได้ตลอดเส้นทาง
แต่ละคนเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ตลาดหุ้นถล่ม การประเมินธุรกิจผิดพลาด ไปจนถึงการเปิดโพซิชันใหญ่เกินไปและการขาดวินัยในการตัดขาดทุน
สิ่งที่นักลงทุนควรเรียนรู้จึงไม่ใช่การพยายามเลียนแบบทุกการตัดสินใจของบุคคลเหล่านี้ แต่คือการเข้าใจว่า ความเสี่ยงของตัวเองอยู่ตรงไหน และควรจะจัดการกับมันอย่างไร
ที่มา: Columbia Business School, studylib, q7tradingsolution และ chain
มุมมองผู้เขียน: ในตลาดการลงทุน บางครั้งคนที่ไปได้ไกลที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ชนะทุกครั้ง แต่เป็นคนที่รู้ว่าจะรับมืออย่างไรในวันที่ตัวเองพลาด

