สรุปข่าว
- ปริมาณการชำระดุลธุรกรรมด้วยสเตเบิลคอยน์ของ Visa ทะลุ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี เติบโต 10 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน
- โครงการบัตรเชื่อมโยงสเตเบิลคอยน์ เพิ่มขึ้นกว่า 70% เป็นมากกว่า 225 โครงการ ในกว่า 50 ประเทศ ยอดใช้จ่ายโตกว่า 150%
- บริการเติมเงินล่วงหน้าด้วยสเตเบิลคอยน์ผ่าน Visa Direct เปิดใช้งานเชิงพาณิชย์แล้ว โดยมี Inyo Global เป็นพันธมิตรรายแรก
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bullish
ข่าวนี้เป็นสัญญาณบวกต่อตลาดคริปโทฯ โดยรวม โดยเฉพาะกลุ่มสเตเบิลคอยน์และโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนที่ Visa รองรับ การที่ผู้เล่นรายใหญ่ของระบบการเงินดั้งเดิมยืนยันตัวเลขการใช้งานจริงที่โตแบบก้าวกระโดด ช่วยหนุนความเชื่อมั่นว่าสเตเบิลคอยน์กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบชำระเงินกระแสหลัก
Ryan McInerney ซีอีโอของ Visa ยักษ์ใหญ่ด้านระบบชำระเงินระดับโลก เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ประจำปีงบประมาณ 2026 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า ปริมาณการชำระดุลธุรกรรมด้วยสเตเบิลคอยน์ของบริษัท ได้พุ่งทะลุ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
โดยเพิ่มขึ้นจาก 7 พันล้านดอลลาร์ในระยะแรก และ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน สอดรับกับภาพรวม รายได้ทั้งปีของ Visa ที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะระดับ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบัน Visa ได้ขยายเครือข่ายบล็อกเชนที่รองรับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในรอบหนึ่งปี เป็น 10 บล็อกเชน ครอบคลุม 5 ภูมิภาคทั่วโลก พร้อมเปิดรับสเตเบิลคอยน์ชั้นนำ 5 สกุล ได้แก่ USDC, USDG, EURC, PYUSD ของ PayPal และ SBC เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้สถาบันการเงิน สามารถเลือกใช้เหรียญดิจิทัลในการทำธุรกรรมได้ตรงกับความต้องการทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
บัตรเชื่อมโยงสเตเบิลคอยน์โตทะลุ 5 ล้านใบ และการขยายตัวสู่ภาคธุรกิจ
ในฝั่งผลิตภัณฑ์บัตรชำระเงิน Visa ได้ขยายโครงการบัตรที่เชื่อมโยงกับสเตเบิลคอยน์ เพิ่มขึ้นกว่า 70% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สู่ระดับมากกว่า 225 โครงการ คิดเป็นจำนวนบัตรรวมราว 5 ล้านใบในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ส่งผลให้ยอดการรูดใช้จ่ายผ่านบัตรกลุ่มนี้เติบโตพุ่งสูงกว่า 150% โดยเป็นผลลัพธ์จากการจับมือกับพันธมิตรที่หลากหลาย ทั้งกระดานเทรดคริปโทฯ ธนาคารดิจิทัล (Neobanks) ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัล และบริษัทโอนเงินข้ามประเทศ ซึ่งระบบสามารถแปลงเหรียญสเตเบิลคอยน์เป็นเงินสดทั่วไป ณ จุดขายได้อย่างสะดวกรวดเร็วและราบรื่น
จุดที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือ การใช้งานในภาคธุรกิจ ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญอย่างเห็นได้ชัด โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 17% ของยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรสเตเบิลคอยน์ทั้งหมด ซึ่งบริษัทต่างๆ นิยมนำไปใช้ในการจ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่คู่ค้า ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานขององค์กร ตลอดจนใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการสภาพคล่องและเงินกองคลังของบริษัท
ดัน Visa Direct สู่การใช้งานจริง และเครือข่ายความร่วมมือบล็อกเชนระดับสถาบัน
นอกจากนี้ บริการเติมเงินล่วงหน้าอด้วยสเตเบิลคอยน์ผ่าน Visa Direct ได้สิ้นสุดช่วงทดสอบและเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์จริงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี Inyo Global ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานในสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรรายแรก ซึ่งระบบนี้ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถชำระภาระหนี้ทางการเงินข้ามประเทศด้วยเหรียญ USDC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอรอบเวลาทำการของธนาคารพาณิชย์แบบเดิมอีกต่อไป พร้อมทั้งมีแผนขยายไปรองรับเหรียญอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น Open USD (OUSD) ที่มีมูลค่าอุปทานหมุนเวียนแตะ 800 ล้านดอลลาร์
ที่มา : crypto.news
มุมมองผู้เขียน : ความเคลื่อนไหวของ Visa ในครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการระบบชำระเงินรายอื่นๆ ต้องรีบปรับตัวตามในปีหน้า ซึ่งจะยิ่งผลักดันให้การใช้งานสเตเบิลคอยน์เริ่มกลมกลืนเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไปได้อย่างราบรื่น จนกลายเป็นเรื่องปกติในระบบการเงินกระแสหลักระยะยาว

