bitkub-banner

เปิดทิศทางใหม่ กฎหมายคริปโทฯ สหรัฐฯ จะไปทางไหน หลังเดโมแครตชนะเลือกตั้ง 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • เดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร เปลี่ยนสมดุลอำนาจที่กำหนดอนาคตตลาดคริปโทฯ สหรัฐฯ
  • CLARITY Act เสี่ยงสะดุด หลังนักการเมืองสายเข้มงวดเตรียมมีอำนาจกำหนดทิศทางกฎหมาย
  • Elizabeth Warren กับนักการเมืองสหรัฐฯ อีก 2 ราย อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมต้องเผชิญกฎเกณฑ์เข้มข้นขึ้น

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

แรงสั่นสะเทือนจากการเปลี่ยนขั้วอำนาจในสหรัฐฯ กำลังส่งมาถึงอุตสาหกรรมคริปโทฯ เมื่อเดโมแครตเข้าควบคุมทั้งสองสภา ทำให้กฎหมายที่ตลาดคาดหวังอย่าง CLARITY Act เสี่ยงเผชิญแรงต้านรอบใหม่จากนักการเมืองที่ต้องการกำกับดูแลเข้มงวดขึ้น ขณะที่ประเด็นธุรกิจคริปโทฯ ของประธานาธิบดี Trump ก็อาจถูกตรวจสอบหนักขึ้น คำถามคือ สหรัฐฯ จะเดินหน้าสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนให้ตลาด หรือกำลังเข้าสู่ยุคที่อุตสาหกรรมต้องต่อสู้กับข้อจำกัดชุดใหม่?

ศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 อาจกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางในอนาคตของอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซี หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยและเข้าควบคุมเสียงข้างมากทั้งวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรได้สำเร็จ

เหตุผลที่ผลเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญต่อวงการคริปโทฯ เป็นเพราะ สภาคองเกรสมีอำนาจในการพิจารณา และออกกฎหมายเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งแต่การกำหนดขอบเขตอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแล ไปจนถึงมาตรฐานของ Stablecoin และการคุ้มครองนักลงทุน

หนึ่งในกฎหมายที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ CLARITY Act ซึ่งอุตสาหกรรมคริปโทฯ คาดหวังว่าจะช่วยสร้างกรอบกำกับดูแลตลาดให้ชัดเจนขึ้น แต่เมื่อสมาชิกเดโมแครตหลายคนเคยแสดงจุดยืนคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว การที่พรรคนี้เข้าควบคุมทั้งสองสภาจึงทำให้เส้นทางของกฎหมายฉบับนี้ต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหม่

CLARITY Act แข่งกับเวลา ก่อนสภาชุดใหม่เข้ารับตำแหน่ง

ผลการเลือกตั้งทำให้เดโมแครตครองที่นั่งในวุฒิสภา 54 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 7 ที่นั่ง ส่วนสภาผู้แทนราษฎรคาดว่าจะได้ประมาณ 225-228 ที่นั่ง มากกว่าเกณฑ์ 218 ที่นั่งที่จำเป็นต่อการครองเสียงข้างมาก

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ CLARITY Act หลังร่างกฎหมายไม่สามารถผ่านขั้นตอนสำคัญในวุฒิสภาเมื่อวันที่ 15 กันยายน โดยมีผู้เห็นชอบเพียง 49 เสียง และคัดค้าน 50 เสียง ต่ำกว่าเกณฑ์ 60 เสียงที่จำเป็น

ถึงเดโมแครตจะชนะเลือกตั้งแล้ว แต่รีพับลิกันยังคงควบคุมสภาคองเกรสชุดปัจจุบันจนถึงวันที่ 3 มกราคม 2027 นั่นหมายความว่า CLARITY Act ยังมีโอกาสถูกนำกลับมาผลักดันในช่วง Lame Duck Session หรือช่วงเวลาหลังเลือกตั้งที่สมาชิกสภาชุดเดิมยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ก่อนส่งมอบอำนาจให้ชุดใหม่

หากรวบรวมเสียงสนับสนุนในวุฒิสภาได้เพียงพอ ร่างกฎหมายยังต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ก่อนส่งให้ประธานาธิบดีลงนาม แต่ปัญหาสำคัญคือการโน้มน้าวสมาชิกเดโมแครตที่ยังติดใจประเด็นจริยธรรม การป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมาย และการคุ้มครองผู้บริโภค

หากข้อกังวลเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข หน้าต่างเวลาที่เหลือก่อนสภาชุดใหม่เข้ารับตำแหน่งอาจไม่เพียงพอ และ CLARITY Act อาจต้องกลับไปเริ่มต้นกระบวนการเจรจาภายใต้สมดุลอำนาจชุดใหม่

Elizabeth Warren อาจกลายเป็นด่านสำคัญของอุตสาหกรรมคริปโทฯ

หนึ่งในชื่อที่อุตสาหกรรมคริปโทฯ ต้องจับตาคือ Elizabeth Warren วุฒิสมาชิกเดโมแครต มีโอกาสขึ้นเป็นประธาน Senate Banking Committee หลังพรรคควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้สำเร็จ ซึ่งอาจทำให้การผลักดันกฎหมายคริปโทฯ ต้องเผชิญการตรวจสอบเข้มข้นขึ้น

Warren เคยคัดค้าน CLARITY Act โดยมองว่าขาดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคและความมั่นคงที่เพียงพอ พร้อมย้ำว่า “เราจำเป็นต้องมีกฎระเบียบสำหรับคริปโทฯ แต่ไม่ใช่กฎหมายที่เขียนขึ้นโดยอุตสาหกรรมคริปโทฯ เอง” เธอยังมองว่าคริปโทฯ เป็นการลงทุนที่ไม่น่าดึงดูดและอาจเป็นแหล่งพักพิงของกิจกรรมผิดกฎหมาย

อีกหนึ่งแรงกดดันอาจเพิ่มขึ้นจาก Sherrod Brown อดีตประธาน Senate Banking Committee ที่เอาชนะ Jon Husted และเตรียมกลับเข้าสู่วุฒิสภา หลังเสียที่นั่งในปี 2024 โดย Brown เคยวิจารณ์ว่า Stablecoin และตลาดคริปโทฯ ไม่ใช่ทางเลือกของระบบธนาคาร แต่สะท้อนปัญหาของระบบการเงินดั้งเดิมที่ขาดความรับผิดชอบและการกำกับดูแล

การกลับมาของนักการเมืองทั้งสอง จึงอาจทำให้ CLARITY Act ต้องเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคและการกำกับดูแลธุรกิจคริปโทฯ

ธุรกิจคริปโทฯ ของ Trump อาจถูกตรวจสอบหนักขึ้น

สิ่งที่อาจเปลี่ยนไปไม่ได้มีเพียงอนาคตของ CLARITY Act เพราะชัยชนะของเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรยังเปิดทางให้ Maxine Waters กลับมามีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบนโยบายการเงินและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

Waters เคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับธุรกิจคริปโทฯ โดยในปี 2025 เธอเสนอร่างกฎหมาย Stop TRUMP in Crypto Act เพื่อจำกัดกิจกรรมคริปโทฯ บางประเภทของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและสมาชิกในครอบครัว

เธอยังเรียกร้องให้เพิ่มมาตรการคุ้มครองนักลงทุนก่อนเดินหน้าผลักดัน CLARITY Act การที่เดโมแครตกลับมาควบคุมสภาผู้แทนราษฎรจึงอาจทำให้ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนและธุรกิจคริปโทฯ ที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว Trump ถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง

เก้าอี้ผู้นำคณะกรรมาธิการสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเปลี่ยนมือ

Bryan Steil สมาชิกรีพับลิกันและอดีตผู้นำคณะอนุกรรมการด้านสินทรัพย์ดิจิทัล พ่ายแพ้การเลือกตั้งในรัฐวิสคอนซิน ทำให้ต้องมีประธานคนใหม่ในเดือนมกราคม 2027 ขณะที่ Bill Huizenga รองประธานคณะกรรมาธิการบริการทางการเงิน ก็กำลังตามหลัง Sean McCann ผู้สมัครเดโมแครตในการนับคะแนนช่วงแรก

การเปลี่ยนแปลงนี้อาจพลิกทิศทางการพิจารณากฎหมายคริปโทฯ โดยเฉพาะ CLARITY Act ที่ยังต้องผ่านการเจรจาอีกหลายขั้นตอน

ด้าน Bitcoin ร่วงแตะ 75,783 ดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ก่อนฟื้นกลับมาที่ 78,554 ดอลลาร์ แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการปรับตัวลงเกี่ยวข้องกับผลเลือกตั้งโดยตรง

สภาคองเกรสชุดใหม่จะเริ่มทำงานวันที่ 3 มกราคม 2027 หาก CLARITY Act ผ่านไม่ทัน ร่างกฎหมายอาจต้องกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาภายใต้สภาที่เดโมแครตครองเสียงข้างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การเจรจาและแก้ไขเนื้อหาใหม่อีกครั้ง

ที่มา:coinpedia


มุมมองผู้เขียน: การเปลี่ยนขั้วอำนาจครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า สหรัฐฯ จะหันหลังให้คริปโทฯ แต่มีความเป็นไปได้ว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการคุ้มครองนักลงทุนและการตรวจสอบภาคธุรกิจมากขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาคือ เดโมแครตจะเลือกปรับปรุง CLARITY Act ให้เดินหน้าต่อ หรือผลักดันกรอบกำกับดูแลในทิศทางใหม่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความชัดเจนของตลาดคริปโทฯ สหรัฐฯ ในปี 2027