โลกออนไลน์ทำให้ชีวิตเราทุกวันนี้สะดวกขึ้นก็จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็เปิดช่องให้พวก “สแกมเมอร์” หรือ “มิจฉาชีพออนไลน์” พัฒนากลโกงได้แนบเนียนกว่าที่เคย โดยเฉพาะในยุคที่ AI กลายเป็นอาวุธใหม่ของเหล่าสแกมเมอร์ ไม่ว่าจะเป็นการหลอกโอนเงิน ดูดข้อมูลส่วนตัว แอบอ้างเป็นธนาคาร หน่วยงานรัฐ หรือแพลตฟอร์มชื่อดัง หากเผลอพลาดเพียงครั้งเดียว อาจเสียทั้งเวลาและเงินได้ในพริบตา
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักอย่างถ่องแท้ว่า “สแกมเมอร์ คืออะไร และใช้ AI หลอกลวงคนไทยอย่างไร” พร้อมเผย 10 เทคนิคเอาตัวรอด ที่ทุกคนควรรู้ เพื่อใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย ไร้กังวล
สแกมเมอร์ คืออะไร ?
สแกมเมอร์ (Scammer) คือ มิจฉาชีพออนไลน์ที่ใช้กลโกงหลอกลวงผ่าน โทรศัพท์, SMS, อีเมล, โซเชียลมีเดีย หรือแอปส่งข้อความ เป้าหมายคือให้เหยื่อ โอนเงิน หลอกลงทุน เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลบัตรเครดิต หรือกดลิงก์ที่เป็นอันตราย
รูปแบบที่พบบ่อยมีทั้ง แอบอ้างเป็นธนาคารหรือหน่วยงานรัฐ หลอกลงทุนผลตอบแทนสูงผิดปกติ หลอกเคลมสินค้า/พัสดุ ส่งลิงก์ปลอมเพื่อดูดข้อมูล และเมื่อเหยื่อหลงเชื่อ ความเสียหายที่เกิดขึ้น มักจะตามกู้คืนกลับมาได้ยาก

AI ถูกนำมาใช้หลอกลวงอย่างไรบ้าง ?
1. Deepfake
สร้างภาพหรือวิดีโอปลอมเลียนแบบคนจริงได้แนบเนียน ใช้ปลอมเป็นผู้บริหาร คนดัง หรือแม้แต่คนใกล้ตัว หลอกโอนเงินหรือชักชวนลงทุน
2. Voice Cloning
โคลนเสียงจากคลิปสั้นๆ ในโซเชียล แล้วโทรมาหลอกว่าเป็นญาติหรือคนรู้จัก อ้างเหตุฉุกเฉิน ขอเงินหรือ รหัส OTP แบบเร่งด่วน
3. ข่าวปลอม (Fake News)
ใช้ AI เขียนข่าว แต่งภาพ และพาดหัวให้ดูน่าเชื่อถือ หลอกให้คลิก แชร์ หรือหลงเชื่อข้อมูลเท็จ โดยเฉพาะข่าวลงทุน
4. สร้างบทสนทนาที่สมจริง
AI ช่วยสร้างบทสนทนาที่แนบเนียน เช่น ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร หน่วยงานรัฐ หรือแพลตฟอร์มดัง หลอกให้โอนเงินหรือกดลิงก์อันตราย
5. วิเคราะห์พฤติกรรมเหยื่อรายบุคคล
เหล่าสแกมเมอร์จะใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย ประวัติการใช้งานออนไลน์ หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเหยื่อ เช่น ความชอบ ไลฟ์สไตล์ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น ๆ แล้วนำข้อมูลเหล่านี้มาออกแบบวิธีหลอกลวงเหยื่อแบบเฉพาะเจาะจง

10 วิธีป้องกันและเอาตัวรอดจากสแกมเมอร์ในยุค AI
1.อย่าเชื่อเสียงหรือภาพทันที
ยุค AI ต้องเป็นคนระแวดระวังไว้ก่อน แม้จะเป็นเสียงญาติโทรหาหรือวิดีโอคอลจากคนรู้จัก ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน หากมีการสนทนาที่แปลก ๆ แบบที่ไม่เคยคุยกัน เพราะอาจเป็น Voice Cloning หรือ Deepfake ก็เป็นได้
2.ยืนยันตัวตนซ้ำเสมอ
หากเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จัก โทรมา หรือส่งข้อความแชท มีการขอยืมเงิน ขอรหัส OTP หรือขอให้ทำธุรกรรม อย่ารีบหลงเชื่อให้โทรกลับไปยังเบอร์จริงของบุคคลนั้น หรือถามคำถามเฉพาะที่มีแค่คุณกับเขาที่รู้ เพื่อไม่ให้หลงกลมิจฉาชีพ
3.ห้ามให้ OTP กับใครเด็ดขาด
หากมีใครมาขอ OTP ต้องคิดไว้ก่อนเลยว่า มิจฉาชีพแน่นอน OTP คือกุญแจสำคัญของบัญชี ธนาคาร ซึ่งหน่วยงานจริงจะไม่ขอ OTP จากคุณเด็ดขาด
4.อย่าคลิกลิงก์แปลก ๆ
ระวัง SMS อีเมล หรือแชตที่มีลิงก์แนบมา โดยเฉพาะ SMS หรืออีเมลจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน แม้ข้อความจะดูเหมือนมาจากธนาคาร แต่ต้องจำไว้ว่า ธนาคารหรือสถาบันการเงินไม่มีนโยบายส่งลิงก์ให้กับลูกค้า นอกจากลูกค้ามีการร้องขอ หรือมีการพูดคุยกับธนาคาร หรือสถาบันการเงินไว้ก่อนหน้าแล้ว
แม้แต่ลิงก์ที่มาจากลิงก์ที่มาจากแฟลตฟอร์มชื่อดัง ก็ไม่ควรกดลิงก์โดยเด็ดขาด เพราะอาจเป็นกลโกงของมิจฉาชีพ เมื่อเผลอกดเข้าไป อาจถูกขโมยข้อมูลส่วนตัว หรือโดนดูดเงินจนเกิดความเสียหายได้
5.ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลมีเดีย
ลดการเปิดเผย ข้อมูลส่วนตัว เสียง วิดีโอ และรายละเอียดชีวิตบนโซเชียลมีเดีย เพราะข้อมูลเหล่านี้ อาจถูกนำไปใช้สร้างกลโกงได้ง่ายขึ้น ควรเปิดใช้งาน Two-Factor Authentication (2FA) กับทุกแอปหรือบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการเงิน เพื่อเพิ่มชั้นความปลอดภัย ซึ่งดีกว่าการใช้รหัสผ่านเพียงอย่างเดียว
6.อย่าตัดสินใจภายใต้ความเร่งด่วน
มิจฉาชีพมักใช้กลอุบายความดเร่งด่วน ให้รีบตัดสินใจ ด้วยการอ้างเหตุฉุกเฉิน เช่น อุบัติเหตุ ด่วนมาก บัญชีมีปัญหา หรืออ้างว่า หากไม่โอนเงินทันทีจะเกิดความเสียหาย วิธีนี้ทำให้ผู้รับฟังตกใจและขาดสติ
อย่าเพิ่งรีบร้อน ! ตั้งหลักก่อนทุกครั้ง ไม่รีบโอน ไม่ทำธุรกรรมตามคำสั่งทันที และตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัด โดยติดต่อกลับผ่านช่องทางทางการ หรือปรึกษาคนใกล้ตัวก่อนตัดสินใจ เพราะเรื่องการเงินที่เร่งรีบผิดปกติ มักเป็นสัญญาณเตือนของมิจฉาชีพเสมอ
7.ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวและข้อมูล
อย่าเชื่อข่าวลงทุน ข่าวเตือนภัย หรือโปรโมชันเกินจริง เพียงเพราะเห็นว่ามีคนแชร์เยอะ หรือดูว่ามาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือไม่ ควรตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ หรือช่องทางทางการของหน่วยงานนั้น ๆ โดยตรงเสมอ ระวังข่าวปลอมที่ใช้พาดหัวชวนตื่นเต้นหรือสร้างความกลัว เพื่อหลอกให้รีบตัดสินใจ เพราะข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ อาจนำไปสู่การสูญเสียเงินและข้อมูลส่วนตัวได้
8.แยกบัญชีเงินออมกับบัญชีใช้จ่ายประจำวัน
เพื่อความปลอดภัย ควรแยกบัญชีเงินออมออกจากบัญชีที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน เพื่อจำกัดความเสี่ยงหากเผลอหลงเชื่อมิจฉาชีพหรือทำธุรกรรมผิดพลาด เงินที่สูญเสียจะไม่กระทบกับเงินเก็บทั้งหมดในครั้งเดียว อีกทั้งยังช่วยควบคุมการใช้เงินได้ดีขึ้น และเพิ่มความปลอดภัยให้กับการเงินของคุณในระยะยาวได้อีกด้วย
9.อัปเดตแอปพลิเคชัน และระบบความปลอดภัยสม่ำเสมอ
ควรใช้แอปธนาคาร และหมั่นอัปเดตเวอร์ชันล่าสุด พร้อมเปิดระบบแจ้งเตือนทุกธุรกรรมอยู่เสมอ เพื่อให้รู้ความเคลื่อนไหวทางการเงินแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะบัตรเครดิตที่มีระบบแจ้งเตือนการใช้จ่าย เช่น KTC ที่แจ้งเตือนทันทีผ่าน แอป KTC Mobile หรือผูกบัญชีบัตรเครดิตกับ KTC Connect ผ่าน LINE Official Account ทุกครั้งที่มีการใช้จ่าย ช่วยให้สมาชิกบัตรเครดิตตรวจสอบความผิดปกติได้ทันที
นอกจากนี้ KTC ยังมี ‘ระบบอายัดบัตรอัตโนมัติ’ เมื่อพบธุรกรรมที่เข้าข่ายหลอกลวง พร้อมช่องทางให้สมาชิกบัตรเครดิตยืนยันตัวตนได้อย่างรวดเร็ว มีทีม Fraud Monitoring เฉพาะทาง ที่จะโทรศัพท์ยืนยันกับสมาชิกทันทีเมื่อพบธุรกรรมต้องสงสัย รวมถึงกรณีบัตรหายหรือมีธุรกรรมแปลกปลอม ผู้ถือบัตรยังสามารถ ควบคุมการใช้จ่ายผ่านเมนู Spending Control เลือกเปิด–ปิดการใช้งานในส่วนที่ไม่จำเป็นได้เอง
ทั้งหมดนี้ทำงานควบคู่กับ ‘ระบบตรวจจับการใช้จ่ายผิดปกติ’ (Fraud Detection System) ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยเทคโนโลยี Machine Learning ที่เรียนรู้พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ถือบัตรแต่ละราย ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ และทำให้การใช้บัตรเครดิตอุ่นใจยิ่งขึ้น
10.เชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง
ถ้ารู้สึกแปลก ผิดปกติ หรือไม่สบายใจกับการติดต่อใด ๆ ก็ตาม ให้เชื่อสัญชาตญาณของตัวเองไว้ก่อน หยุดคุยทันที ไม่โอนเงิน ไม่ให้ข้อมูล และตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง และอย่ารีบตัดสินใจเพียงลำพัง ควรขอคำปรึกษาจากคนใกล้ตัวหรือสอบถามไปยังธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อป้องกันความเสียหายก่อนที่จะสายเกินไป
เพราะในยุคที่มิจฉาชีพใช้ AI เป็นเครื่องมือ ทางรอดที่ดีที่สุดคือ การรู้เท่าทัน ตั้งสติ และอัปเดตข่าวสารอยู่เป็นประจำ เพื่อให้รู้เท่าทันกลโกงที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถปกป้องเงินและข้อมูลส่วนตัวให้ปลอดภัยได้แบบไม่ต้องเป็นกังวล

