<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Bitcoin ไม่ได้มาฆ่าดอลลาร์ มันมาเป็น ‘ทหารรับจ้าง’ ให้ดอลลาร์ต่างหาก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • ทฤษฎี contrarian กำลังถูกพูดถึง: Bitcoin ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทำลายดอลลาร์ แต่ทำหน้าที่เป็น “ตัวล่อสภาพคล่อง” (liquidity decoy) ที่ดูดซับเงินทุนส่วนเกินที่ปกติจะไหลไปหาทองคำหรือสกุลเงินต่างชาติ ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งแกร่งขึ้น
  • รัฐบาลสหรัฐฯ ยุคทรัมป์กำลังผลักดันให้ธนาคารรองรับ stablecoin ซึ่งหนุนหลังด้วยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สร้างอุปสงค์มหาศาลต่อดอลลาร์ผ่านโลกคริปโต
  • Eric Trump ประกาศ bullish Bitcoin ที่ Mar-a-Lago ขณะที่ White House ผลักดันกฎหมาย stablecoin — สองเรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกลยุทธ์เดียวกัน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

หากทฤษฎีนี้เป็นจริง Bitcoin จะยังขึ้นต่อได้ แต่ไม่ใช่ในฐานะ “ผู้ปลดปล่อย” จากระบบเงินดอลลาร์ หากแต่เป็นเครื่องมือในมือของมหาอำนาจ ราคาอาจ bullish แต่เรื่องเล่าเดิมต้องเขียนใหม่ทั้งหมด

คุณซื้อ Bitcoin เพราะอะไร? หลายคนจะตอบว่า “เพื่อหนีจากระบบเงินเฟ้อ” หรือ “เพราะดอลลาร์กำลังจะตาย” หรือแม้กระทั่ง “เพราะ Satoshi สร้าง Bitcoin มาเพื่อโค่นธนาคารกลาง” แต่จะเป็นอย่างไร ถ้าทั้งหมดที่เราเชื่อมาตลอดนั้น ผิดตั้งแต่ต้น? จะเป็นอย่างไร ถ้า Bitcoin ไม่เคยเป็นภัยคุกคามต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เลย — และในทางกลับกัน มันกำลังทำหน้าที่เป็น “ทหารรับจ้าง” ที่แข็งแกร่งที่สุดของจักรวรรดิดอลลาร์?

นี่ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิดจากห้องแชทลับ แต่เป็นมุมมอง contrarian ที่กำลังถูกถกเถียงอย่างจริงจังในแวดวงเศรษฐศาสตร์มหภาคและ crypto Twitter โดยตั้งอยู่บนหลักฐานที่น่าตกใจ: ยิ่ง Bitcoin เติบโต ดอลลาร์ยิ่งแข็งแกร่ง

ทฤษฎี “ตัวล่อสภาพคล่อง” — Bitcoin ในฐานะเครื่องดูดเงินทุนโลก

Image from @CoinMarketCap
ภาพจาก: @CoinMarketCap (X)

แนวคิดหลักของทฤษฎีนี้เรียบง่ายอย่างน่าขนลุก: ในโลกที่ธนาคารกลางทุกแห่งพิมพ์เงินมหาศาล เงินทุนส่วนเกินจำเป็นต้อง “ไปที่ไหนสักแห่ง” โดยปกติแล้ว เงินเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ทองคำ (ซึ่งแข่งขันกับดอลลาร์โดยตรง) หรือไหลไปสู่สกุลเงินต่างประเทศอย่างหยวนหรือยูโร ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง

แต่ Bitcoin เปลี่ยนสมการนี้ทั้งหมด มันดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินได้อย่างมหาศาล — มูลค่าตลาดกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ — โดยไม่สร้างแรงกดดันต่อดอลลาร์เลย ทำไม? เพราะ Bitcoin ไม่ใช่สกุลเงินของประเทศใด มันไม่มีธนาคารกลางที่จะใช้มันเป็นทุนสำรอง มันไม่ได้ถูกนำไปซื้อน้ำมันหรือสินค้าโภคภัณฑ์จริง มันเป็นแค่ “ที่จอดเงิน” ชั้นเลิศ ที่ดูดเงินออกจากระบบโดยไม่ทำร้ายดอลลาร์

นักเศรษฐศาสตร์สาย Austrian อย่าง Ludwig von Mises เคยอธิบายแนวคิดเรื่อง “non-inflationary outlet” ไว้ — ช่องทางที่สภาพคล่องส่วนเกินสามารถไหลเข้าไปได้โดยไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจจริง ผู้ใช้ X อย่าง @GraphCall ได้เรียก Bitcoin ว่าเป็น “pro-fiat, pro-USD non-inflationary liquidity decoy” ตามนิยามของ Mises และ Kemmerer — คำกล่าวที่หากนำมาพูดในงาน Bitcoin conference จะถูกโห่ไล่ แต่ถ้าวิเคราะห์อย่างเย็นชา มันมีตรรกะที่น่าสะพรึง

ลองคิดดูให้ดี: ถ้าไม่มี Bitcoin เงินทุนส่วนเกินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่จอดอยู่ในคริปโตวันนี้ จะไหลไปที่ไหน? คำตอบที่เป็นไปได้มากที่สุดคือทองคำ อสังหาริมทรัพย์ หรือสกุลเงินต่างประเทศ — ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนแอลง Bitcoin จึงทำหน้าที่เหมือน “หลุมดำทางการเงิน” ที่ดูดเงินออกจากคู่แข่งของดอลลาร์อย่างเงียบเชียบ

Stablecoin: อาวุธลับของจักรวรรดิดอลลาร์ดิจิทัล

Image from @MacyKrugger
ภาพจาก: @MacyKrugger (X)

ถ้า Bitcoin เป็น “ตัวล่อสภาพคล่อง” แล้ว stablecoin ก็คือ “ท่อส่งเงิน” ที่เชื่อม Bitcoin กลับเข้าสู่ระบบดอลลาร์อย่างสมบูรณ์แบบ

ผู้ใช้ X อย่าง @MacyKrugger อธิบายได้ตรงจุด: “Stablecoins are designed to maintain a 1:1 peg to assets like the US dollar. Most are backed by cash, treasuries, or overcollateralized crypto.” — สิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้ามคือ คำว่า “backed by treasuries” หมายความว่าอะไร มันหมายความว่า Tether ( USDT) และ Circle (USDC) ต้องถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นสินทรัพย์หนุนหลัง ทุกครั้งที่มีคนสร้าง stablecoin 1 ดอลลาร์ มีเงิน 1 ดอลลาร์ถูกนำไปซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ

ตัวเลขที่นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก มูลค่ารวมของ stablecoin ทั้งหมดในตลาดอยู่ที่ราว 170-200 พันล้านดอลลาร์ นั่นหมายถึงอุปสงค์ต่อพันธบัตรสหรัฐฯ ที่มหาศาล — ในขณะที่จีนและญี่ปุ่นกำลังทยอยลดการถือครองพันธบัตร stablecoin กลับกลายเป็นผู้ซื้อรายใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ผู้ใช้ X อย่าง @Puputzumi วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า: “Tokenized world = US stablecoins control global prices. New digital dollar hegemony. Bullish crypto chess move.” — คำว่า “digital dollar hegemony” นี่แหละคือหัวใจของเรื่องทั้งหมด สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องสร้าง CBDC (Central Bank Digital Currency) ของตัวเอง เพราะ USDT และ USDC กำลังทำหน้าที่เป็น “ดอลลาร์ดิจิทัลเอกชน” ให้อยู่แล้ว และทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะไม่ต้องแบกรับภาระทางการเมืองของรัฐบาล

Eric Trump ที่ Mar-a-Lago: สัญญาณที่อ่านผิดไม่ได้

ลองย้อนดูภาพรวมกัน Eric Trump ลูกชายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขึ้นเวทีที่ World Liberty Financial Forum ณ Mar-a-Lago ประกาศว่า Bitcoin จะไปถึง 1 ล้านดอลลาร์ และบอกว่าเขา “never been more bullish” ตามรายงานจาก @CoinMarketCap และ @ycyabi ที่รายงานว่า “Eric Trump reiterated his $1 million bitcoin price prediction” พร้อม “emphasizing his long-term optimism for the cryptocurrency”

คำถามที่ต้องถามคือ: ทำไมครอบครัวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงกล้าออกมาเชียร์ Bitcoin อย่างเปิดเผยขนาดนี้? ถ้า Bitcoin เป็นภัยคุกคามต่อดอลลาร์จริง ทำไมทำเนียบขาวไม่ปราบปราม แต่กลับกอดมัน?

คำตอบอาจเรียบง่ายกว่าที่คิด: เพราะพวกเขารู้ว่า Bitcoin ไม่ได้ทำร้ายดอลลาร์ มันช่วยดอลลาร์

ลองเรียงลำดับเหตุการณ์ดู: White House กำลังผลักดันให้ธนาคารในสหรัฐฯ รองรับ stablecoin อย่างเป็นทางการ ร่างกฎหมาย stablecoin กำลังผ่านสภา Eric Trump เชียร์ Bitcoin ที่ Mar-a-Lago SEC กำลังเคลียร์ทางให้ BTC เป็น settlement asset ตามที่ @ssang105 ระบุว่า “SEC clearing the path for BTC as a settlement asset. Stablecoin clarity for institutions.”

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันเป็นกลยุทธ์เดียวกัน — ทำให้ Bitcoin เติบโต ซึ่งจะดึงดูดสภาพคล่องทั่วโลกเข้ามาในระบบนิเวศคริปโต แล้วบังคับให้สภาพคล่องนั้นต้องผ่าน stablecoin สกุลดอลลาร์ ซึ่งหนุนหลังด้วยพันธบัตรสหรัฐฯ ผลลัพธ์? ทุกคนที่ซื้อ Bitcoin กำลังอุดหนุนดอลลาร์โดยไม่รู้ตัว

กระดานหมากรุกที่ใหญ่กว่า: ทำไมสหรัฐฯ เปลี่ยนจาก “สงครามกับคริปโต” เป็น “โอบกอดคริปโต”

Image from @Bybit_Learn
ภาพจาก: @Bybit_Learn (X)

ย้อนกลับไปปี 2021-2023 สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลไบเดนดูเหมือนจะประกาศสงครามกับคริปโต SEC ฟ้องทุกทิศทาง แบงก์ถูกกดดันไม่ให้แตะสินทรัพย์ดิจิทัล แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว Bitcoin ETF ได้รับอนุมัติ สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock เข้ามาเล่น และพอทรัมป์กลับมา ก็เหมือนประตูน้ำถูกเปิดออก

หลายคนมองว่านี่คือ “ชัยชนะของคริปโต” ที่สู้กับระบบเก่าจนชนะ แต่มุมมอง contrarian บอกอีกอย่าง: สหรัฐฯ ไม่ได้แพ้ พวกเขาเปลี่ยนกลยุทธ์ พวกเขาตระหนักว่าการสู้กับ Bitcoin เป็นการต่อสู้ที่ไม่จำเป็น เพราะ Bitcoin ไม่ใช่ศัตรู มันเป็นเครื่องมือ

ผู้ใช้ X อย่าง @Trave_RealMcCoy พูดได้ตรงประเด็น: “The US Dollar was backed by Gold, then oil, and now Bitcoin.” แม้จะดูเป็นการพูดเกินจริง แต่แก่นของมันมีความจริงอยู่ — ดอลลาร์สหรัฐฯ รักษาความแข็งแกร่งได้โดยการเกาะติดสินทรัพย์ที่โลกต้องการ และถ้า Bitcoin คือสิ่งที่โลกต้องการในยุคนี้ สหรัฐฯ ก็แค่ทำให้แน่ใจว่า Bitcoin ทำงานผ่านระบบดอลลาร์

@Puputzumi ยังชี้ประเด็นสำคัญอีกหนึ่งเรื่อง: “2020 cheap debt matures 2025-26 + Japan hikes = liquidity crunch. 2026 regs let BTC/ETH/ XRP as collateral + RWAs unlock liquidity.” นี่คือหมากอีกตัว — การอนุญาตให้ใช้ BTC เป็นหลักประกัน (collateral) จะผูกมัด Bitcoin เข้ากับระบบการเงินดอลลาร์อย่างแน่นแฟ้น ทำให้ยิ่ง Bitcoin มีมูลค่า ระบบดอลลาร์ยิ่งมีสภาพคล่อง

คนไทยที่คิดว่ากำลัง “หนีดอลลาร์” กำลังหลงทางหรือไม่?

Image from @BytetrendCrypto
ภาพจาก: @BytetrendCrypto (X)

สำหรับเทรดเดอร์ไทย เรื่องนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง นักลงทุนคริปโตไทยจำนวนมากเชื่ออย่างแรงกล้าว่าการซื้อ Bitcoin คือการ “ถอนตัว” ออกจากระบบเงินตราที่ถูกควบคุมโดยธนาคารกลาง เชื่อว่าพวกเขากำลัง “หนีเงินเฟ้อ” และ “ปลดแอกจากดอลลาร์สหรัฐฯ”

แต่ถ้าทฤษฎีนี้เป็นจริง สิ่งที่พวกเขาทำจริง ๆ คือ: แลกเงินบาทเป็น USDT (สร้างอุปสงค์ดอลลาร์) ใช้ USDT ซื้อ Bitcoin (เงินถูกล็อกในระบบดอลลาร์ผ่าน stablecoin) และเมื่อขาย Bitcoin ก็ได้กลับเป็น USDT หรือ USDC (ดอลลาร์ทั้งนั้น) ทุกการเคลื่อนไหวในตลาดคริปโตของคนไทย ล้วนผ่านเส้นทางดอลลาร์ทั้งสิ้น

ยิ่งไปกว่านั้น @grok จาก X ยังชี้ให้เห็นว่า “a stronger dollar” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันราคา BTC ในระยะสั้น — แต่ในภาพใหญ่ การที่ระบบนิเวศ BTC ทั้งหมดทำงานบน stablecoin ดอลลาร์ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ดอลลาร์แข็งแกร่ง มันเป็น feedback loop ที่สวยงามสำหรับสหรัฐฯ: ดอลลาร์แข็ง ทำให้คนอยากถือ stablecoin ดอลลาร์ และ stablecoin ดอลลาร์ ก็สร้างอุปสงค์ให้ดอลลาร์แข็ง

ข้อโต้แย้ง: ทฤษฎีนี้มีรูรั่วตรงไหน?

จะไม่ยุติธรรมเลยถ้าจะนำเสนอทฤษฎีนี้โดยไม่พูดถึงจุดอ่อน

ประการแรก Satoshi Nakamoto เขียน whitepaper ของ Bitcoin อย่างชัดเจนว่าเป็น “peer-to-peer electronic cash system” ที่ออกแบบมาเพื่อไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง เจตนาดั้งเดิมของ Bitcoin คือการท้าทายระบบการเงินแบบรวมศูนย์ ไม่ใช่เสริมมัน

ประการที่สอง Bitcoin ยังเป็นสินทรัพย์ที่ประเทศอื่นสามารถใช้หนีจากระบบ SWIFT และมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ได้ รัสเซียและอิหร่านใช้ Bitcoin ในการค้าระหว่างประเทศจริง ในแง่นี้ Bitcoin ก็ยังเป็นภัยคุกคามต่อดอลลาร์อยู่ในบางมิติ

ประการที่สาม ทฤษฎีนี้ให้เครดิตรัฐบาลสหรัฐฯ มากเกินไป ราวกับว่าทุกอย่างเป็นแผนที่วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ความจริงคือรัฐบาลมักจะ “ตามหลัง” นวัตกรรมเสมอ ไม่ใช่ “นำหน้า” การที่ทรัมป์โอบกอด Bitcoin อาจเป็นแค่เรื่องของผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น ไม่ใช่กลยุทธ์ขยายอำนาจดอลลาร์

แต่ข้อโต้แย้งเหล่านี้ไม่ได้หักล้างทฤษฎีทั้งหมด มันเพียงแค่บอกว่าความจริงอาจซับซ้อนกว่า “Bitcoin ดี ดอลลาร์เลว” อย่างที่หลายคนอยากเชื่อ


ความเห็นผู้เขียน

ผมรู้ว่าบทความนี้จะทำให้คน Bitcoin maximalist จำนวนมากไม่พอใจ และผมเข้าใจ เพราะผมเองก็เคยเชื่อเรื่องเล่า “Bitcoin จะโค่นดอลลาร์” มาก่อน มันเป็นเรื่องเล่าที่สวยงาม มีพลัง และทำให้รู้สึกว่าเรากำลังอยู่ฝั่งที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์

แต่การลงทุนที่ดีไม่ได้ตั้งอยู่บนเรื่องเล่าที่ทำให้รู้สึกดี มันตั้งอยู่บนการมองความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น

ผมไม่ได้บอกว่าทฤษฎี “Bitcoin เป็นทหารรับจ้างของดอลลาร์” เป็นความจริง 100% แต่ผมคิดว่ามันมีความเป็นไปได้มากพอที่ทุกคนควรหยุดคิดสักนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเห็น Eric Trump ขึ้นเวทีเชียร์ Bitcoin ที่ Mar-a-Lago ผมอยากถามว่า: ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ครอบครัวของประธานาธิบดีมหาอำนาจโลกอาสาช่วยทำลายอำนาจของตัวเอง? คำตอบคือ ไม่มีวันนั้น

สิ่งที่ผมเชื่อคือ: Bitcoin ยังเป็นสินทรัพย์ที่ดีเยี่ยมสำหรับการลงทุน มันยังมีศักยภาพขึ้นราคาอีกมหาศาล แต่เหตุผลที่มันจะขึ้นอาจไม่ใช่เพราะมัน “กำลังโค่นดอลลาร์” อาจเป็นเพราะมัน “กำลังเสริมดอลลาร์” ต่างหาก และรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังปูพรมแดงให้มัน

สำหรับนักลงทุนไทย ข้อสรุปในทางปฏิบัติอาจไม่ต่างกัน — ซื้อ Bitcoin ถือยาว รอขึ้น แต่เรื่องเล่าที่เราบอกตัวเองว่าทำไมเราถือมัน อาจต้องเขียนใหม่ทั้งหมด เราอาจไม่ใช่นักปฏิวัติที่กำลังโค่นระบบ เราอาจเป็นแค่ฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ ในเครื่องจักรดอลลาร์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

และถ้านั่นเป็นจริง มันคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดเกี่ยวกับ Bitcoin — ไม่ใช่ว่ามันจะล้มเหลว แต่ว่ามันจะสำเร็จ ในแบบที่ตรงกันข้ามกับทุกอย่างที่เราเคยเชื่อ