bitkub-banner

TDO อายัดกว่า 10,000 บัญชีคริปโตด้วยมาตรการ Speed Bump ก้าวสำคัญหรือความเสี่ยงที่ต้องจับตา?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลตนเองของภาคเอกชน ร่วมกับกระดานเทรดคริปโตในประเทศ เปิดตัวมาตรการ Speed Bump โดยมี ก.ล.ต. เป็นผู้กำกับดูแลเชิงนโยบาย มาตรการนี้กำหนดให้ระงับการโอนที่มีมูลค่าเกิน 50,000 บาท เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ใช้ยืนยันตัวตนเพิ่มเติมผ่านวิดีโอ KYC
  • ผลลัพธ์คือบัญชีกว่า 10,000 บัญชีถูกระงับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการต่อเนื่องที่อายัดบัญชีม้าไปแล้วกว่า 47,692 บัญชีในปี 2568 โดยข้อมูลจาก ThaiPBS และธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่ากว่า 90% ของบัญชีที่ถูกตั้งค่าสถานะเป็นบัญชีม้าจริง และมีกระบวนการปลดล็อกภายใน 4 ชั่วโมงสำหรับบัญชีที่ถูกระงับโดยผิดพลาด
  • แม้ผลลัพธ์ด้านการปราบปรามอาชญากรรมจะน่าประทับใจ แต่ยังมีคำถามที่ชอบธรรมเรื่องความโปร่งใสของเกณฑ์การพิจารณา ประสิทธิภาพของกระบวนการอุทธรณ์สำหรับผู้บริสุทธิ์ราว 10% ที่อาจได้รับผลกระทบ และการกำกับดูแลอำนาจขององค์กรกำกับดูแลตนเองในระยะยาว

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BEARISH

แม้มาตรการนี้จะดำเนินการโดยภาคเอกชนเองตามเงื่อนไขการใช้บริการ (Terms of Service) ไม่ใช่คำสั่งรัฐโดยตรง แต่การระงับบัญชีจำนวนมากอาจส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนบางส่วน โดยเฉพาะหากกระบวนการอุทธรณ์สำหรับผู้ถูกระงับโดยผิดพลาดยังไม่ถูกสื่อสารอย่างทั่วถึง

ขณะที่นักลงทุนคริปโตไทยกำลังตื่นเต้นกับข่าว Larry Fink ซีอีโอ BlackRock ออกมาพูดว่าคริปโตจะเข้ามาแทนที่ระบบการเงินดั้งเดิม มีเหตุการณ์สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราเอง แต่แทบไม่มีใครพูดถึง สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (Thai Digital Asset Operators Trade Association หรือ TDO) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลตนเองของภาคอุตสาหกรรมคริปโต นำโดยประธานสมาคม คุณแอ๊ด ทองใหญ่ อัศวนันท์ (CEO ของ KuCoin Thailand) ร่วมกับกระดานเทรดคริปโตในประเทศ เพิ่งนำมาตรการใหม่ชื่อ “Speed Bump” มาใช้ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นผู้กำกับดูแลเชิงนโยบาย ผลลัพธ์คือบัญชีกว่า 10,000 บัญชีถูกระงับ

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่ก็ต้องให้ข้อมูลที่ครบถ้วน นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนเดียวจากที่ไหนไม่รู้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการต่อเนื่องที่ดำเนินมาตลอดปี 2568 ซึ่งมีการอายัดบัญชีม้าไปแล้วกว่า 47,692 บัญชี และที่สำคัญ การดำเนินการนี้เกิดจากภาคเอกชนเอง ไม่ใช่คำสั่งรัฐโดยตรง คำถามคือ มาตรการนี้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมเพียงพอหรือไม่ และมีกลไกป้องกันผู้บริสุทธิ์ที่ดีพอแล้วจริงหรือ?

Speed Bump คืออะไร และทำงานอย่างไรจริง ๆ

Speed Bump คืออะไร และทำไมมันน่ากลัว
ภาพจาก AI

AML Radar รายงานเมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2569 เวลาประมาณ 10:03 น. ตามเวลาไทย (3:03 AM UTC) ว่า “TDO และผู้ประกอบการคริปโตไทยได้เปิดตัวมาตรการใหม่ชื่อ Speed Bump ในสัปดาห์นี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อชะลอธุรกรรมที่น่าสงสัยและอายัดบัญชีม้าก่อนที่เงินจะถูกโอนออกไป ผลลัพธ์คือบัญชีกว่า 10,000 บัญชีถูกระงับ”

ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องก่อน Speed Bump ไม่ใช่ระบบอายัดบัญชีแบบอัตโนมัติทันทีอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจ สิ่งที่มันทำจริง ๆ คือ เมื่อมีการโอนเงินที่มีมูลค่าเกิน 50,000 บาท (ประมาณ 1,588 ดอลลาร์สหรัฐ) ระบบจะ “ระงับ” ธุรกรรมนั้นไว้เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ในระหว่างนั้นผู้ใช้จะต้องยืนยันตัวตนเพิ่มเติมผ่านการทำ video KYC ซึ่งหมายความว่ามีการตรวจสอบโดยมนุษย์ ไม่ใช่ปล่อยให้อัลกอริทึมตัดสินใจทุกอย่างเพียงลำพัง

และที่สำคัญไม่แพ้กัน ระบบนี้ถูกพัฒนาและบังคับใช้โดย TDO ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลตนเองของภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่โดย ก.ล.ต. หรือหน่วยงานรัฐโดยตรง กระดานเทรดแต่ละแห่งระงับบัญชีภายใต้เงื่อนไขการใช้บริการ (Terms of Service) ของตนเอง ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ Binance, Coinbase หรือกระดานเทรดรายใหญ่ทั่วโลกใช้ในการปฏิบัติตามมาตรฐาน AML/KYC อยู่แล้ว

10,000 บัญชี ส่วนใหญ่เป็นบัญชีม้าจริง แต่คำถามอยู่ที่ส่วนน้อย

10,000 บัญชี ทั้งหมดเป็นบัญชีม้าจริงหรือ?
ภาพจาก AI

TDO และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกว่าเป้าหมายของ Speed Bump คือบัญชีม้าที่ใช้ในการฟอกเงิน ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผล ไม่มีใครอยากให้อาชญากรใช้ระบบคริปโตเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน และต้องให้เครดิตตรง ๆ ว่าผลลัพธ์ค่อนข้างน่าประทับใจ

ข้อมูลจาก ThaiPBS และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่ากว่า 90% ของบัญชีที่ถูกตั้งค่าสถานะเป็นบัญชีม้าจริง นั่นหมายความว่าในจำนวน 10,000 บัญชี มีราว 9,000 บัญชีที่เป็นเครื่องมือของอาชญากร ซึ่งถูกจับได้ก่อนที่เงินจะถูกโอนหนีหายไป นี่คือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

แต่อีกด้านหนึ่งที่ต้องพูดถึงคือ ราว 10% หรือประมาณ 1,000 บัญชี เป็น false positive บัญชีของคนธรรมดาที่ถูกระงับโดยผิดพลาด สำหรับคน 1,000 คนเหล่านั้น ประสบการณ์คือเงินของพวกเขาถูกล็อกโดยที่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด ธปท. ระบุว่ามีกระบวนการปลดล็อกภายใน 4 ชั่วโมงสำหรับบัญชีที่ถูกระงับโดยผิดพลาด ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่สมเหตุสมผลกว่าระบบธนาคารหลายแห่งที่ใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน

แต่คำถามที่ยังคงอยู่คือ กระบวนการ 4 ชั่วโมงนี้ทำงานจริงตามที่ระบุไว้ทุกกรณีหรือไม่? มีช่องทางร้องเรียนที่ชัดเจนหรือไม่? ผู้ถูกระงับได้รับแจ้งเหตุผลอย่างเพียงพอหรือเปล่า? เหล่านี้คือคำถามที่ TDO และ ก.ล.ต. ควรตอบให้สาธารณชนได้รับรู้ เพราะแม้ระบบจะมีความแม่นยำถึง 90% แต่สำหรับคนที่อยู่ในอีก 10% นั้น ความเชื่อมั่นในระบบทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมหรือไม่

ใครเป็นคนทำ และทำไมต้องแยกให้ชัด

ไทยกำลังสร้างรัฐเฝ้าระวังทางการเงินหรือไม่
ภาพจาก AI

ประเด็นที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดเกี่ยวกับ Speed Bump คือเรื่อง “ใครเป็นคนทำ” หลายคนรวมถึงสื่อบางสำนักนำเสนอว่า ก.ล.ต. เป็นผู้สั่งอายัดบัญชี 10,000 บัญชี ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ข้อเท็จจริงคือ TDO เป็นผู้ริเริ่มและดำเนินการมาตรการนี้ TDO เป็นสมาคมการค้าของผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย พูดง่าย ๆ คือเป็นองค์กรกำกับดูแลตนเอง (self-regulatory organization) ของภาคเอกชน ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ก.ล.ต. มีบทบาทในฐานะผู้กำกับดูแลเชิงนโยบายและร่วมมือกับ TDO แต่กลไกการระงับบัญชีนั้นถูกดำเนินการโดยกระดานเทรดแต่ละแห่งเอง ผ่านการประสานงานของ TDO

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะการที่กระดานเทรดระงับบัญชีภายใต้เงื่อนไขการใช้บริการของตนเอง กับการที่รัฐบาลสั่งอายัดบัญชีโดยไม่ผ่านศาล เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง อย่างแรกเป็นสิทธิ์ตามสัญญาของภาคเอกชน อย่างหลังคือการใช้อำนาจรัฐ ทุกครั้งที่คุณสมัครใช้ Binance, Coinbase, Bitkub หรือกระดานเทรดใดก็ตามในโลก คุณยอมรับเงื่อนไขที่ระบุว่ากระดานเทรดมีสิทธิ์ระงับบัญชีของคุณได้หากสงสัยว่ามีกิจกรรมผิดปกติ นี่คือมาตรฐานสากล ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในไทย

อย่างไรก็ตาม ความกังวลที่ชอบธรรมคือ เมื่อ TDO ประสานงานกับ ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิดขนาดนี้ เส้นแบ่งระหว่าง “การกำกับดูแลตนเองของภาคเอกชน” กับ “การบังคับใช้โดยรัฐผ่านภาคเอกชน” อาจเลือนรางได้ในอนาคต นี่คือจุดที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด

Larry Fink บอกให้ซื้อ แต่ความเชื่อมั่นในระบบสำคัญกว่า

Larry Fink บอกให้ซื้อ แต่รัฐบาลไทยเตรียมกดปุ่มล็อกเงินคุณ
ภาพจาก AI

มีความย้อนแย้งที่น่าสนใจในสถานการณ์นี้ ในขณะที่ Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในโลก ออกมาพูดอย่างเปิดเผยว่าคริปโตจะเข้ามาแทนที่ระบบการเงินแบบเดิม นักลงทุนไทยก็แชร์ข่าวนี้กันอย่างตื่นเต้น รู้สึกว่าอนาคตของคริปโตสดใส

แต่ต้องมองให้รอบด้าน สิ่งที่ Fink พูดถึงคือระบบการเงินที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ ซึ่งการปราบปรามบัญชีม้าและการฟอกเงินก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความน่าเชื่อถือนั้น ตลาดคริปโตที่เต็มไปด้วยบัญชีม้าและการฉ้อโกงไม่ใช่ตลาดที่สถาบันการเงินระดับ BlackRock จะอยากเข้ามา

ในทางกลับกัน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็สำคัญไม่แพ้กัน หากผู้ใช้งานรู้สึกว่าเงินของตนอาจถูกระงับได้โดยไม่ทราบเหตุผลที่ชัดเจน หรือกระบวนการปลดล็อกไม่โปร่งใส นักลงทุนก็อาจเลือกย้ายไปใช้กระดานเทรดต่างประเทศหรือถือเงินใน self-custody แทน ซึ่งจะทำให้ระบบนิเวศคริปโตในประเทศหดตัว

สิ่งที่ต้องตระหนักคือ “not your keys, not your coins” เป็นหลักการที่จริงเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหน เงินที่ฝากไว้บนกระดานเทรดทุกแห่งในโลก ไม่ว่าจะ Binance, Coinbase หรือ Bitkub ล้วนอยู่ภายใต้เงื่อนไขการใช้บริการที่ให้สิทธิ์กระดานเทรดระงับบัญชีได้ นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของไทย

เปรียบเทียบกับต่างประเทศ ไทยอยู่ตรงไหน

เปรียบเทียบกับต่างประเทศ ไทยก้าวร้าวแค่ไหน
ภาพจาก AI

ในสหรัฐอเมริกา SEC มีอำนาจฟ้องร้องและบังคับใช้กฎหมาย และการอายัดทรัพย์สินโดยรัฐต้องผ่านกระบวนการศาล แต่กระดานเทรดอย่าง Coinbase, Kraken และ Gemini ก็ระงับบัญชีผู้ใช้เป็นประจำภายใต้การปฏิบัติตามมาตรฐาน AML/KYC ของตนเอง โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพราะเป็นการดำเนินการภายใต้เงื่อนไขการใช้บริการ เช่นเดียวกับที่กระดานเทรดไทยกำลังทำ

ในสหภาพยุโรป กฎหมายคริปโตฉบับใหม่ MiCA กำหนดกรอบการกำกับดูแลที่เข้มงวด และกระดานเทรดที่ได้รับใบอนุญาตก็มีหน้าที่ระงับธุรกรรมที่น่าสงสัยตามข้อกำหนด AML ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีกระบวนการอุทธรณ์ที่ชัดเจนและกรอบเวลาที่กำหนดไว้

ส่วนจีนนั้น