สรุปข่าว
- วุฒิสมาชิก Thom Tillis เตรียมเปิดเผยร่างข้อตกลง Stablecoin Yield ในสัปดาห์นี้ เพื่อยุติข้อขัดแย้งระหว่างธนาคารดั้งเดิมและวงการคริปโต
- ร่างดังกล่าวห้ามการรับดอกเบี้ยแบบ Passive จากการถือ Stablecoin แต่อนุญาต Reward จากกิจกรรม เช่น โปรแกรมสะสมแต้ม, DeFi, และการชำระเงิน
- แม้มีการประกาศ “ข้อตกลงในหลักการ” ตั้งแต่ 20 มี.ค. แต่กลุ่มล็อบบียิสต์จากธนาคารยังคงกังวลว่าร่างใหม่มีช่องโหว่มากเกินไป
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
ข่าวนี้เป็นกลางต่อราคาคริปโต เนื่องจากยังเป็นเพียงร่างที่อยู่ระหว่างการเจรจา ไม่ใช่กฎหมายที่ผ่านแล้ว การห้าม Passive Yield อาจส่งผลเชิงลบต่อโมเดลธุรกิจของ Stablecoin บางราย แต่การอนุญาต Activity-based Reward ยังเปิดทางให้วงการคริปโตทำธุรกิจต่อได้
ตามรายงานจาก Cointelegraph อ้างอิงจาก Politico วุฒิสมาชิก Thom Tillis (พรรครีพับลิกัน รัฐนอร์ทแคโรไลนา) ระบุว่าเตรียมเปิดเผยร่างข้อตกลงเรื่อง Stablecoin Yield ในสัปดาห์นี้ เพื่อยุติข้อขัดแย้งการล็อบบี้ระหว่างธนาคารดั้งเดิมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงการคริปโต โดยการพัฒนาดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่วุฒิสมาชิก Tillis และวุฒิสมาชิก Angela Alsobrooks (พรรคเดโมแครต รัฐแมริแลนด์) ได้ประกาศ “ข้อตกลงในหลักการ” เรื่อง Stablecoin Yield ไปเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 พร้อมการสนับสนุนจากทำเนียบขาว เรื่องนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งติดอยู่ในคณะกรรมการวุฒิสภาด้านธนาคารมาตั้งแต่เดือน ม.ค. 2569
ร่างกฎห้าม Passive Yield แต่เปิดทาง Activity-based Reward
แกนหลักของร่างข้อตกลงนี้คือการห้ามรับผลตอบแทนแบบ Passive จากการถือ Stablecoin เฉยๆ (คล้ายดอกเบี้ยเงินฝาก) แต่อนุญาตให้มีรางวัลที่มาจากกิจกรรมจริง เช่น โปรแกรมสะสมแต้ม, แคมเปญส่งเสริมการขาย, การชำระเงิน, รางวัลจากการใช้งาน DeFi และสิทธิประโยชน์การสมัครสมาชิก นอกจากนี้ ร่างยังกำหนดให้ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC), คณะกรรมการกำกับการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (CFTC) และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องร่วมกันกำหนดนิยามของ “รางวัลที่อนุญาต” พร้อมออกกฎป้องกันการเลี่ยงกฎหมายภายใน 1 ปีหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ร่างกฎหมายเบื้องต้นถูกส่งหมุนเวียนให้แบงก์และบริษัทคริปโตพิจารณา แต่กลุ่มล็อบบียิสต์ธนาคารมองว่าร่างดังกล่าวมีข้อยกเว้นมากเกินไป จนช่วงต้น เม.ย. กลุ่มนายธนาคารเริ่มออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักว่าร่างเวอร์ชันใหม่ยังเปิดช่องให้บริษัทคริปโตเสนอผลตอบแทนในลักษณะใกล้เคียงดอกเบี้ยได้อยู่ดี
CLARITY Act ยังรออยู่ในวุฒิสภา ขณะสภาผู้แทนราษฎรผ่านไปแล้ว
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ผ่านร่าง CLARITY Act ไปแล้วเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2568 ด้วยคะแนนเสียง 294 ต่อ 134 แต่วุฒิสภายังติดขัดในประเด็นเรื่อง Stablecoin Yield ที่ทั้งฝ่ายธนาคารและฝ่ายคริปโตมีจุดยืนต่างกันชัดเจน วุฒิสมาชิก Cynthia Lummis (พรรครีพับลิกัน รัฐไวโอมิง) ซึ่งดูแลคณะอนุกรรมการคริปโตของวุฒิสภาด้านธนาคาร เคยระบุว่าคาดว่าคณะกรรมการจะพิจารณากฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตในเดือน เม.ย. 2569 หลังวันหยุดอีสเตอร์
ที่น่าสังเกตคือ ผลกระทบจากการรั่วไหลของข้อกำหนดเรื่อง Stablecoin Yield ทำให้หุ้น Circle (CRCL) ร่วงหนักถึง 20% ในวันเดียว ซึ่งเป็นการร่วงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ขณะที่หุ้น Coinbase (COIN) ร่วงประมาณ 10% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังไม่แน่ใจว่าร่างสุดท้ายจะออกมาในรูปแบบใด
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ที่ปรึกษาคริปโตทำเนียบขาวชี้ Clarity Act คืบหน้า แต่วุฒิสภามีเวลาแค่ 2 สัปดาห์ และ CEO Ripple มั่นใจ CLARITY Act จะผ่าน ชี้ความหงุดหงิดทุกฝ่ายคือสัญญาณประนีประนอม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหลายภาคส่วนกำลังผลักดันให้กฎหมายนี้เดินหน้าในเวลาอันใกล้นี้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์นี้น่าจับตาดูมาก เพราะนี่คือหัวใจของกฎหมายคริปโตสหรัฐฯ ที่รอมานาน ประเด็น Stablecoin Yield ดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่จริงๆ แล้วมันกำหนดอนาคตของ DeFi และ Stablecoin ทั้งอุตสาหกรรมเลย ถ้าห้าม Passive Yield เด็ดขาด โมเดลธุรกิจของหลายโปรโตคอลจะต้องปรับตัวใหม่ทั้งหมด ส่วนที่น่าเป็นห่วงคือฝั่งธนาคารยังไม่ยอมง่ายๆ แม้ข้อตกลงจะออกมาแล้ว ร่างที่เผยแพร่จริงอาจยังเปลี่ยนแปลงได้อีกก่อนถึงมือวุฒิสภา สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือตัวนิยาม “Activity-based Reward” จะถูกเขียนให้กว้างหรือแคบแค่ไหน เพราะนั่นคือจุดที่จะตัดสินว่าวงการ DeFi จะได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้จริงๆ หรือเปล่า
ที่มา: @Cointelegraph
เครดิตภาพจาก @Cointelegraph
