สรุปข่าว
- Matt Hougan CIO ของ Bitwise Asset Management เชื่อว่า Bitcoin มีโอกาสเติบโตระยะยาวในทุกสถานการณ์ ทั้งกรณี AI สร้างความอุดมสมบูรณ์ ฟองสบู่ AI แตก หรือดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง
- CPI เดือนกันยายนออกมาสูงกว่าคาด ดันความน่าจะเป็นที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนไปที่ราว 54% และกดราคา BTC หลุด $82,000 ชั่วคราว
- นักวิเคราะห์ประเมินกรอบราคาระยะสั้นที่ $80,000 ถึง $88,000 โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ $80,000 และ $75,000
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
มุมมองระยะยาวของ Bitwise เป็นบวก แต่แรงกดดันจากเงินเฟ้อและความเสี่ยงที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยยังถ่วงราคา Bitcoin ในระยะสั้น ผลสุทธิจึงยังไม่ชี้ทิศทางชัดเจน
Matt Hougan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) ของ Bitwise Asset Management ได้เผยแพร่บันทึกความเห็นประจำสัปดาห์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม โดยแสดงความเชื่อมั่นอย่างมาก ว่า Bitcoin (BTC) จะสามารถเติบโตและพุ่งขึ้นได้ในระยะยาว โดยไม่เกี่ยงว่าเทคโนโลยี AI หรือแนวนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะดำเนินไปในทิศทางใด
Hougan เล่าว่า ในงานประชุมต่าง ๆ ช่วงที่ผ่านมา มีคนถามกันเยอะว่า Bitcoin จะเป็นอย่างไร หากเกิดสถานการณ์อย่างเศรษฐกิจถดถอยจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดหรือฟองสบู่ AI แตก
เขามองว่า ตอนนี้มีความเป็นไปได้หลายทางมาก ทำให้การวางแผนรับมือกับตลาดเป็นเรื่องยากขึ้น
ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อสภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือความเสี่ยงที่ฟองสบู่ AI จะแตก Hougan ได้เปรียบเทียบสภาวะปัจจุบัน กับหนังสือแนว “Choose Your Own Adventure” ที่เรื่องราวสามารถเปลี่ยนไปได้หลายรูปแบบ ตามทางเลือก โดยเขาได้วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ หลัก ดังนี้
สถานการณ์ที่ 1 : AI ทำให้โลกมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น
หาก AI ช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิต และดัน GDP โลกให้เติบโต สินค้าและบริการในสายซอฟต์แวร์ กฎหมาย หรือการแพทย์ จะมีราคาถูกลง ส่งผลให้มูลค่าเคลื่อนย้ายไปสู่ “สินทรัพย์ที่ไม่สามารถทำซ้ำหรือเลียนแบบได้” เช่น ที่ดินริมน้ำ งานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ ทองคำ และ Bitcoin ซึ่งจะดันให้มูลค่าของ BTC พุ่งสูงขึ้น
สถานการณ์ที่ 2 : ฟองสบู่ AI แตก
ในระยะแรก ราคา Bitcoin อาจมีย่อตัวลงตามทิศทางของสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ แต่เนื่องจากการลงทุนในระบบ AI ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ และมีความสำคัญในทางภูมิรัฐศาสตร์ รัฐบาลจึงมีแนวโน้มเกือบ 100% ที่จะต้องเข้ามาโอบอุ้มไว้ ซึ่งจะนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยและการพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อขยายงบดุล ทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นมหาศาล ส่งผลให้ราคา Bitcoin พุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงในท้ายที่สุด
สถานการณ์ที่ 3 : ไม่ว่าดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลง Bitcoin ก็ยังมีโอกาสเติบโต
เมื่อพิจารณาจากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ 3% และดอกเบี้ยที่ 4% Bitcoin ก็ยังคงเติบโตได้ โดยเขายกตัวอย่างเหตุการณ์ช่วงวิกฤต COVID-19 ต้นปี 2020 ที่ราคา Bitcoin เคยดิ่งลงถึง 50% ในเวลาไม่กี่วัน ก่อนจะดีดตัว กลับมาพุ่งขึ้นกว่า 20 เท่า แม้ว่าระหว่างทางอาจต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากก็ตาม
ปฏิกิริยาของตลาด หลังการประกาศดัชนี CPI เดือนกันยายน และมุมมองกรอบราคา
ในส่วนของสภาวะตลาดระยะสั้น กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ได้ประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายน เมื่อค่ำวันที่ 14 ตุลาคม โดย CPI ทั่วไปปรับตัวขึ้น 3.7% YoY สูงกว่าคาดการณ์ที่ 3.6% และ Core CPI ปรับตัวขึ้น 2.6% YoY สูงกว่าคาดการณ์ที่ 2.5% ส่งผลให้ความน่าจะเป็นที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 27-28 ตุลาคม พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ราว 54% ตามดัชนี FedWatch และกดดันให้ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงราว 2% หลุดระดับ $82,000 ชั่วคราว
ทางด้านมุมมองกรอบราคา Paul Howard ผู้บริหารระดับสูงจาก Wincent ประเมินว่า ราคา Bitcoin ในระยะสั้น น่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ $80,000 ถึง $88,000 โดยหากหลุดระดับ $80,000 อาจเห็นการย่อตัวลงไปทดสอบแถวระดับ $75,000
ขณะที่ Matt Mena นักยุทธศาสตร์จาก 21Shares มองว่า แรงเทขายส่วนใหญ่ได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ก่อนที่ราคาจะลงไปทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 81,000–82,000 โดยเขามั่นใจว่า หากปัจจัยความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาคเริ่มคลี่คลายลง ราคา Bitcoin ก็มีโอกาสที่จะพุ่งทะลุระดับ $85,000 เพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังเป้าหมายถัดไปที่ $90,000 ได้
ที่มา : coinpost
มุมมองผู้เขียน : แนวคิดของ Hougan แสดงให้เห็นว่า Bitcoin จะได้ประโยชน์จากทุกสถานการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดูดีสำหรับนักลงทุนระยะยาว แต่ในระยะสั้นสิ่งที่ตลาดต้องจับตาจริง ๆ คือการประชุม FOMC ปลายเดือนนี้ หากดอกเบี้ยถูกปรับขึ้นจริง ราคามีโอกาสแกว่งทดสอบแนว $80,000 อีกครั้ง แต่ถ้ายืนกรอบนี้ได้ แรงซื้อที่รออยู่ก็อาจพาราคากลับไปเหนือ $85,000 ได้ไม่ยาก

