สรุปข่าว
- มูลค่าสินทรัพย์ RWA บนบล็อกเชน 36 เครือข่าย อยู่ที่ราว 3.92 หมื่นล้านถึง 4.62 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ เดือนตุลาคม 2026 เมื่อไม่นับรวมสเตเบิลคอยน์ ตามข้อมูลของ RWA.xyz
- เม็ดเงินกระจุกตัวในสินเชื่อเอกชน และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยกองทุน BUIDL ของ BlackRock มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ ราว 2.3 ถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนอสังหาริมทรัพย์และสินค้าโภคภัณฑ์ยังเป็นเพียงส่วนน้อย
- ผู้ได้ประโยชน์ตัวจริงคือ สถาบันการเงินรายใหญ่ ขณะที่รายย่อยยังเข้าไม่ถึง เพราะติดทั้งเงินลงทุนขั้นต่ำ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกรอบกฎหมายที่ยังไม่รองรับกรรมสิทธิ์บนบล็อกเชน
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
ตัวเลขมูลค่า RWA ที่เติบโตเป็นสัญญาณบวกต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม แต่ผู้ได้ประโยชน์หลักคือ สถาบันการเงินที่ใช้บล็อกเชนเป็นเครื่องมือหลังบ้าน ไม่ใช่นักลงทุนรายย่อยที่เป็นแรงซื้อหลักของตลาดคริปโท ข่าวนี้จึงไม่น่าจะผลักราคาเหรียญในระยะสั้นไปในทิศทางใดชัดเจน ส่วนระยะยาว โปรเจกต์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการออกโทเคนสินทรัพย์ อาจได้อานิสงส์ทางอ้อม
ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตามองการนำสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง มาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัล หรือที่เรียกว่า RWA ซึ่งถูกวาดภาพว่า จะเป็นสะพานเชื่อมเม็ดเงินระดับหลายร้อยล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบบล็อกเชน
โดยข้อมูลล่าสุดจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล RWA.xyz ณ เดือนตุลาคม 2026 ระบุว่า มูลค่าสินทรัพย์ RWA บนบล็อกเชนถึง 36 เครือข่าย ได้พุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 3.92 หมื่นล้านถึง 4.62 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว เมื่อไม่นับรวมสเตเบิลคอยน์ แต่คำถามสำคัญคือ เหตุใดผู้ใช้งานและนักลงทุนรายย่อยทั่วไป ถึงยังไม่รู้สึกว่า นวัตกรรมนี้เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันได้จริงเหมือนที่โฆษณาไว้
ภาพฝันของรายย่อย กับความจริงที่กระจุกตัวอยู่ในมือสถาบัน
แม้การตลาดของโลกบล็อกเชน จะชอบยกตัวอย่างการนำคอนโดมิเนียมหรูหรือภาพวาดระดับโลกมาซอยย่อยเป็นโทเคน เพื่อให้คนทั่วไปใช้เงินหลักร้อยบาทเข้าไปร่วมเป็นเจ้าของได้
แต่ข้อมูลจริงจาก RWA.xyz ชี้ว่า เม็ดเงินส่วนใหญ่กลับกระจุกตัวอยู่ในหมวดหมู่สินเชื่อเอกชน และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ นำโดยกองทุน BUIDL ของบริษัทจัดการสินทรัพย์ยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock ที่กวาดมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ ในเดือนตุลาคม 2026 ไปกว่า 2.3 ถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่สินทรัพย์อย่างอสังหาริมทรัพย์ และสินค้าโภคภัณฑ์ กลับมีสัดส่วนเป็นเพียงส่วนน้อยของตลาด เนื่องจากติดปัญหาความซับซ้อนในการเก็บรักษาทรัพย์สินและสภาพคล่องที่เบาบาง
คอขวดที่แท้จริงไม่ใช่โค้ดคอมพิวเตอร์แต่คือ กฎหมายโลก
รายงานจากบริษัทวิจัย Savills และสมาคมอุตสาหกรรมหลักทรัพย์และตลาดการเงินหรือ SIFMA ชี้ว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์โลกมีมูลค่าสูงถึง 393.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลาดตราสารหนี้มีมูลค่าราว 160.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สาเหตุที่สินทรัพย์เหล่านี้ ยังย้ายขึ้นมาอยู่บนบล็อกเชนได้ไม่ถึงเศษเสี้ยว เป็นเพราะความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การเขียนโค้ด แต่อยู่ที่การสร้างโครงสร้างทางกฎหมาย ที่รับรองสิทธิ์ความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน
ลองตั้งคำถามง่ายๆ ว่า หากกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เก็บโทเคนโฉนดที่ดินถูกแฮกเกอร์ขโมยไป ศาลและกรมที่ดินจะรับรองสิทธิ์ของคนที่ถือรหัสผ่านบนบล็อกเชน หรือรับรองชื่อที่ปรากฏอยู่ในเอกสารราชการกระดาษ
ด้วยข้อจำกัดที่บล็อกเชนไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายในโลกจริงได้เอง โครงการ RWA แทบทั้งหมดจึงต้องตั้งบริษัทตัวกลาง และใช้ผู้รับฝากทรัพย์สินอย่างธนาคาร BNY Mellon หรือแพลตฟอร์ม Securitize เข้ามาถือครองทรัพย์สินจริงไว้ตรงกลาง
โครงสร้างลักษณะนี้ ทำให้แนวคิดเรื่อง การตัดตัวกลางของโลกคริปโทเคอร์เรนซีกลายเป็นเรื่องย้อนแย้งในตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ถือโทเคนไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยตรงตามทะเบียนราษฎร์ แต่กำลังถือหน่วยลงทุนที่ต้องพึ่งพาความน่าเชื่อถือของสถาบันตัวกลาง และกรอบกฎหมายของแต่ละประเทศ ไม่ต่างจากการลงทุนในระบบการเงินแบบดั้งเดิม
ใครคือผู้ชนะตัวจริงบนโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่
หากถามว่า ใครได้ประโยชน์สูงสุดจากตลาด RWA ในวันนี้ คำตอบเอนเอียงไปทางสถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่างชัดเจน ตามรายงานวิเคราะห์สถาปัตยกรรมกองทุนของสถาบัน DCM Core Institute ในเดือนตุลาคม 2026 สำหรับกองทุนเฮดจ์ฟันด์และสถาบันการเงิน การนำพันธบัตรรัฐบาลมาทำเป็นโทเคนอย่าง BUIDL ช่วยปลดล็อกให้เกิดการชำระราคา และส่งมอบหลักทรัพย์ได้ทันทีแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องรอวันทำการธนาคาร
อีกทั้ง ยังสามารถนำโทเคนพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนราว 4.75% ต่อปี ไปวางเป็นหลักประกันในการเทรดบนแพลตฟอร์มอย่าง Kinexys ของ JPMorgan หรือโบรกเกอร์อย่าง FalconX และ Hidden Road ได้ทันที โดยที่เงินทุนไม่จม
ในทางกลับกัน นักลงทุนรายย่อยกลับยังเข้าไม่ถึงขุมทรัพย์เหล่านี้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงอย่าง กองทุน BUIDL ถูกจำกัดไว้ให้เฉพาะนักลงทุนสถาบันที่ต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำสูงถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ
การแปลงสินทรัพย์จริงเป็นโทเคนในยุคปัจจุบันจึงไม่ใช่เครื่องมือกระจายความมั่งคั่งสู่คนตัวเล็กอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่คือ การที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่หยิบเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้อัปเกรดท่อส่งเงินหลังบ้าน เพื่อลดต้นทุนตัวกลางของตนเอง
ส่วนวันที่คนทั่วไปจะซื้อขายที่ดินหรือบ้าน ผ่านบล็อกเชนได้จริงคงต้องรอจนกว่าภาครัฐจะยอมแก้ไขกฎหมายให้โทเคนดิจิทัล มีสถานะเป็นทะเบียนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายโดยตรง
มุมมองผู้เขียน : แม้ตัวเลขระดับหมื่นล้านดอลลาร์จะดูมีขนาดใหญ่ แต่เมื่อเทียบกับตลาดอสังหาริมทรัพย์และตราสารหนี้ระดับหลายร้อยล้านล้านดอลลาร์ โทเคน RWA ยังคงเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยที่มีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมหาศาล โดยปัจจัยสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของภาครัฐในการปรับแก้กฎหมายเพื่อรับรองสถานะความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรง

