<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

การระดมทุนแบบ ICO มีข้อดี และข้อเสียอย่างไรบ้าง ?

ถึงแม้การระดมุทน ICO จะถือเป็นหนึ่งในกลไกที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคริปโตให้เดินมาจนถึงได้ทุกวันนี้ มีเงินหลายพันล้านดอลลาร์เทเข้ามาจากการระดมทุน ICO และดูเหมือนจะเป็นนวัตกรรมใหม่ที่มีแต่ข้อดี แต่จริง ๆ แล้วมันก็มีข้อเสียในตัวเช่นกันที่อาจจะมองข้ามไป เนื่องจากกระแสอันร้อนแรงของมัน

ICO คืออะไร

การระดมทุน ICO ย่อมาจาก Initial Coin Offering คือ การระดมทุนและลงทุนเพื่อที่จะเปิดตัวโปรเจกต์โครงการหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทสตาร์ทอัพ โดยมีการสร้างเหรียญดิจิทัล (ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้ Blockchain ของ Ethereum) มาเพื่อเสนอขายให้กับนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนในตัวโปรเจกต์ดังกล่าว (หรือแม้กระทั่งบริษัท) กล่าวคืออาจจะคล้ายคลึงกับ IPO หรือ Initial Public Offering ที่เรารู้จักกันดี ซึ่งเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นก็มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน บ้างก็ใช้เพื่ออุตสาหกรรมการเงิน บ้างก็ใช้เพื่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์

ICO มีข้อดีอะไรบ้าง

ด้วยความที่ ICO นั้นเป็นการระดมทุนสมัยใหม่ ซึ่งเป็นไปได้ด้วยเทคโนโลยี Blockchain ทำให้ ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการที่ยุ่งยาก และมี Requirement ที่มากเท่าการระดมทุนแบบ IPO บุคคล หรือกลุ่มใดก็ตามที่สนใจจะระดมทุน ICO ก็เพียงแค่สร้างเว็บไซต์ รวบรวมทีม สร้าง Whitepaper และทำการโปรโมท เพียงเท่านี้ก็สามารถระดมทุนได้หลักล้านดอลลาร์แล้ว โดยใช้ระยะเวลาทั้งหมดเพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น

รวมทั้งการระดมทุนแบบ ICO สามารถทำได้เพียงมีเว็บไซต์ ซึ่งแปลว่ารายย่อย หรือใครก็ตามสามารถเข้ามาช่วยระดมทุนได้ ทำให้ได้รับเงินมากกว่าการระดมทุน IPO ที่มีจำกัดเพียงวงแคบ ๆ เท่านั้น

ในแง่ของการลงทุน สาเหตุที่มีผู้คนร่วมระดมทุนในโปรเจกต์ ICO เหล่านั้น เนื่องจากพวกเขาคาดหวังผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำในระยะเวลาสั้น ๆ มีให้เห็นอยู่หลายครั้งที่นักลงทุนสร้างผลตอบแทนได้ 2,4,10 หรือ 100 เท่า ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ซึ่งถือว่าเยอะมาก ๆ สำหรับระยะเวลาสั้น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น ICO QuarkChain ที่เพิ่งเข้าเว็บเทรด Binance ในปีนี้หลังจากที่ระดมทุนเสร็จเพียงไม่กี่เดือน โดยวันแรกที่เข้าเว็บเทรดมูลค่าของมันพุ่งขึ้นไปถึง 14 เท่าภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้การระดมทุน ICO เป็นที่นิยมอย่างมากในวงการ ICO เนื่องจากทางฝั่งที่ต้องการระดมทุนก็สามารถระดมทุนได้ง่ายกว่าเมื่อก่อน และฝั่งนักลงทุนก็สามารถสนับสนุนโปรเจกต์ด้านคริปโตใหม่ ๆ ที่จะมาปฎิวัติโลกของเราได้ พร้อมทั้งเป็นการลงทุนที่มีโอกาสได้เงินหลายเท่ากลับมาภายในตัว

ICO มีข้อเสียอะไรบ้าง

ในทางกลับกัน ด้วยความที่นักลงทุนคิดว่าการลงทุนใน ICO เป็นการหาเงินง่าย ๆ ทำให้มีความโลภบังตา แยกไม่ออกว่า โปรเจกต์ไหนคือของจริง โปรเจกต์ไหนคือการต้มตุ๋น ซึ่งแทบจะไม่สามารถรู้ได้เลย เพราะว่าปัจจุบัน ในหลาย ๆ ประเทศยังคงไม่มีกฎหมายมาคุ้มครอง หรือมาคอยกรองว่า โปรเจกต์ไหนมีตัวตนและมีความน่าเชื่อถือจริง ๆ นักต้มตุ๋นมองเห็นโอกาสในตรงนี้ และรู้ว่าการรับเงินระดมทุนในรูปแบบคริปโตนั้นทำให้ตามตัวเอาผิดได้ยาก เลยเกิดการต้มตุ๋นหลอกลวงเป็นจำนวนมาก และก็มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมากเช่นกัน

นอกจากนี้ โปรเจกต์ ICO ยังมีอัตราการล้มเหลวที่สูง มีการรายงานจาก Tokendata (บริษัทที่คอยติดตาม และเก็บข้อมูล ICO) ด้วยว่า ICO ที่ระดมทุนสำเร็จเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา ล้มเหลวไปแล้วว่า 46 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรายงานนี้ออกมาในเดือนกุมภาพันธ์ ตอนนี้อาจจะล้มเหลวมากกว่านั้นก็ได้

สาเหตุที่มีอัตราการล้มเหลวที่สูง เนื่องจากโปรเจกต์ต่าง ๆ อาจจะไม่ใช่โปรเจกต์ที่มีพื้นฐานดี ดังเช่น บริษัทที่ทำการระดมทุน IPO พื้นฐานในที่นี้หมายถึง ที่ปรึกษา, ประสบการณ์ในอุตสาหกรรม, ความสามารถในการบริหารเงิน, เงินทุน, ฐานลูกค้า และอื่น ๆ อีกมากมาย

รวมทั้ง ICO ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมานั้น อาจไม่ได้เป็นที่ต้องการ หรือมีคุณค่าต่อผู้บริโภคจริง ๆ พวกเขาอาจจะต้องการสร้างขึ้นมาเพื่อเน้นเงินทุนที่ได้เท่านั้น โดยไม่ได้สนใจว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะโฆษณาเกินจริงว่า โปรเจกต์ของพวกเขาจะเป็น Blockchain รุ่นใหม่ที่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างในโลกได้ ซึ่งความจริงแล้ว มันไม่สมเหตุสมผลเป็นอย่างมาก และเป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่ผิด

สรุป

การระดมทุน ICO มีข้อดีเป็นอย่างมาก มันทำให้โปรเจกต์ที่มีศักยภาพที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกของเราเกิดขึ้นหลายสิบโปรเจกต์ ด้วยการระดมทุนที่ง่าย และสามารถระดมทุนได้จากผู้คนทั้งโลก แต่ในทางตรงกันข้าม ด้วยความอิสระและไร้กฎระเบียบของมัน ทำให้มีโปรเจกต์ที่คอยต้มตุ๋นอยู่มากในวงการ และนักลงทุนที่โลภก็ตกเป็นเหยื่อได้โดยง่าย พร้อมทั้งโปรเจกต์ ICO นั้นยังไม่มีพื้นฐานที่ดีเท่าโปรเจกต์ที่มาระดมทุน IPO ซึ่งอาจทำให้มีโอกาสล้มเหลวที่สูงกว่ามาก

โดยภาพรวมแล้ว มันยังถือว่าเป็นอีกนวัตกรรมที่ผู้เขียนเชื่อว่าต้องเข้ามาเปลี่ยนโลกเราอย่างแน่นอน เพียงแต่อาจต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุมอย่างพอดี เพื่อป้องกันพวกหลอกลวงต้มตุ๋น และกรองให้เหลือแต่โปรเจกต์ที่ดี ๆ เท่านั้น

คุณรู้สึกอย่างไรกับบทความนี้
Love
Haha
Wow
Sad
Angry

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น

Read previous post:

เมื่อปี 2009 Satoshi Nakamoto ได้สร้าง Bitcoin ซึ่งเป็น Cryptocurrency สกุลแรกในโลกขึ้นมา โค้ดของมันเป็นแบบ Open Source...

Close