<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Facebook วางแผนสร้างเหรียญคริปโตให้กับแอปฯ ส่งข้อความยักษ์ใหญ่ WhatsApp

Facebook กำลังสร้างคริปโตให้กับ WhatsApp อยู่

Facebook กำลังจะสร้าง Stablecoin

อ้างอิงจาก Bloomberg เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2018 Facebook โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ที่คนทั่วโลกใช้งานอยู่กำลังพัฒนาคริปโตสำหรับผู้ใช้งาน WhatsApp แอปฯส่งข้อความยักษ์ใหญ่ ทำธุรกรรมหากันได้ โดยจะโฟกัสไปยังตลาดส่งเงินที่ประเทศอินเดียก่อนเป็นอันดับแรก

คริปโตดังกล่าวนั้น ถูกคาดว่าจะเป็น Stablecoin ที่มีเงินดอลลาร์ค้ำอยู่ เพื่อที่จะลดความผันผวนของผู้ที่ถือครอง

อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวได้ระบุว่า จะไม่ได้ทำการปล่อยเหรียญในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากกำลังหารือกลยุทธ์กันอยู่ รวมทั้งแผนสำหรับการคุ้มครองสินทรัพย์หรือค่าเงินที่จะนำไปค้ำเพื่อที่จะรักษามูลค่าของ Stablecoin อยู่

Facebook นั้นถูกคาดหวังให้เข้ามาในอุตสาหกรรมการเงินนานแล้ว หลังจากที่จ้างนาย David Marcus อดีตประธานของ Paypal บริการโอนเงินยักษ์ใหญ่ เพื่อมาทำแอปฯ Messenger ในปี 2014 และเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นาย Marcus ได้กลายเป็นหัวหน้าโครงการนำร่อง Blockchain ของ Facebook และ Facebook ได้ทำการจ้างนักพัฒนา Blockchain มาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 คนอีกด้วย

“เช่นเดียวกับบริษัทอื่น ๆ Facebook พยายามที่จะใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยี Blockchain ทีมใหม่นี้จะศึกษาการใช้งานในหลาย ๆ กรณี”

WhatsApp เป็นบริษัทการส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลก และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในอินเดีย เนื่องจากมีผู้ใช้งานที่นั่นกว่า 200 ล้านคน มีข้อมูลจาก World Bank ระบุด้วยว่า ประเทศอินเดียมีการส่งเงินกว่า 69 พันล้านดอลลาร์ในปี 2017

ถึงแม้ในช่วงปีที่ผ่านมากระแสของ Stablecoin นั้นจะโด่งดังมากตาม ๆ มากับคริปโต เนื่องจากมันเป็นคริปโตและมีความผันผวนน้อยกว่า Bitcoin แต่ Tether ที่เป็น Stablecoin ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั้นก็ยังพบกับข้อกังขามากมายว่า มีเงินดอลลาร์ค้ำอยู่จริงหรือไม่

Facebook มีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 2.5 พันล้านคน และมีรายได้ต่อปีกว่า 40 พันล้านดอลลาร์ ถึงแม้ล่าสุดพวกเขาจะมีปัญหาด้านกฎหมายบ้างก็ตาม แต่ก็ยังเติบโตอยู่เรื่อย ๆ ถ้าเกิดพวกเขาสร้างคริปโตขึ้นมาจริง ๆ Facebook จะกลายเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แห่งแรกเลยที่สร้างคริปโตขึ้นมา และอาจเป็นประตูเปิดทางให้คริปโตนั้นได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงก็เป็นได้

ที่มาภาพ Cnet