<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

เว็บเทรดคริปโตยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ Kraken เผยว่า ในปี 2018 เจอข้อกฎหมายมากขึ้น 3 เท่า เทียบกับปี 2017

เมื่อวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา เว็บเทรดคริปโตยักษ์ใหญ่ Kraken รายงานว่า ในปี 2018 ที่ผ่านมา พวกเขาเจอจำนวนข้อกฎหมายบังคับเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ถ้าเทียบกับปี 2017

อ้างอิงจากข้อมูลที่เผยออกมา ในปี 2018 Kraken เจอกับข้อกฎหมายเพิ่มขึ้นมาถึง 475 ข้อ จากหน่วยงานรัฐบาลทั่วโลก ในทางกลับกัน เมื่อปี 2017 เจอเพียง 160 ข้อเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในปี 2017 ก็ยังถือว่ามากกว่าปีก่อน ๆ อยู่ดี

สหรัฐฯ เคร่งเรื่องกฎหมาย

จากข้อมูล จะสังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ในทุก ๆ ปี ข้อกฎหมายสำหรับวงการคริปโตนั้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมันเติบโตในอัตราที่เรียกได้ว่าทวีคูณ 2 ถึง 3 เท่าต่อปีเลยทีเดียว หากเพิ่มขึ้นด้วยอัตรานี้ต่อไป ในปี 2019 ก็คงได้มีข้อกฎหมายบังคับประมาณ 900 ถึง 1200 ข้ออย่างแน่นอน ซึ่งคงไม่มีเว็บเทรดคริปโตไหนอยากเจอกับความยุ่งยากระดับนี้

ในทวีตได้ระบุถึงความยากลำบากด้วยว่า:

“นี่คือเหตุผลว่าทำไมเว็บเทรดคริปโตส่วนใหญ่ถึงเลือกที่จะบล็อกผู้ใช้งานชาวสหรัฐฯ” เนื่องจาก 315 ข้อจาก 475 ข้อมาจากรัฐบาลสหรัฐฯ

หากลองสังเกตโปรเจกต์ ICO หรือเว็บเทรดคริปโตต่าง ๆ ก็มักจะมีข้อยกเว้นระบุไว้เสมอว่า ไม่รับลูกค้าที่เป็นชาวสหรัฐฯ เนื่องจากไม่อยากถูกข้อกฎหมายมากมายเป็นร้อย ๆ อย่างมารบกวนการทำงานของเว็บเทรดนั้น ๆ นั่นเอง

นอกเหนือจากเว็บเทรดแล้ว ก.ล.ต.ของสหรัฐฯ ยังเข้มงวดเรื่องอนุพันธ์คริปโตต่าง ๆ อีกด้วย เช่น Bitcoin ETF ที่เป็นความหวังของชุมชนคริปว่าจะทำให้เงินไหลเข้ามาในตลาดเยอะ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก็เพิ่งจะเลื่อนการพิจารณาอนุมัติ Bitcoin ETF ของ VanEck และ Solid X ไป ซึ่งก่อนหน้านั้นหลายเดือนก็ได้ทำการเลื่อนไปหลายครั้งแล้วเช่นกัน

การที่สหรัฐฯ เข้มงวดกับกฎระเบียบต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมคริปโต อาจเป็นเพราะว่า พวกเขายังคงมองเห็นช่องโหว่อยู่ และก็เป็นเรื่องจริงที่มีนักลงทุนจำนวนมากโดนหลอกเอาเงินไปไม่น้อยเลยในปี 2017 และ 2018 หากกฎหมายต่าง ๆ มีความชัดเจนมากขึ้นแล้ว ไม่แน่ว่า ตลาดคริปโตอาจได้รับการยอมรับมากขึ้นกว่านี้ก็เป็นได้ ซึ่งต้องติดตามต่อไปในปี 2019

Read previous post:

ในเดือนธันวา...

Close