<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ก.ล.ต. สหรัฐฯออกประกาศการชักชวน หรือพวกเขาจะพร้อมแล้วกับ Bitcoin ETF?

หรือนี่จะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าทาง US SEC หรือก.ล.ต. ประเทศสหรัฐฯอาจจะเปิดไฟเขียวให้กับทาง CBoE, Van Eck และ Solid X ด้วยการอนุมัติ Bitcoin Exchange-traded Fund ของพวกเขา? เมื่อก่อนหน้านี้นาย Jay Clayton หรือประธานของ ก.ล.ต. สหรัฐฯได้ออกมากล่าวแสดงความเป็นห่วง รวมถึงสาเหตุที่คำขอ Bitcoin ETF นั้นยังไม่สามารถได้รับการอนุมัติได้ เนืองจาก “การปั่นราคา” รวมถึง “การโจรกรรม” ล่าสุดนั้น ดูเหมือนว่าทาง ก.ล.ต. สหรัฐฯจะกำลังเก็บข้อมูลเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเองแล้ว

โดยอ้างอิงจากประกาศชักชวน (solicitation notice) จากทาง ก.ล.ต. สหรัฐฯ ที่ได้มีการขอร้องให้ภาคธุรกิจเอกชนทำการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ blockchain ในแง่ที่ “ไม่มีการสูญเสียในความสมบูรณ์ของข้อมูลและความแม่นยำ อันเนื่องมาจากเครื่องมือการแปลงข้อมูลและกระบวนการที่ใช้”

นอกจากนี้ในคำขอของพวกเขา ได้มีกล่าวว่าธุรกิจเหล่านี้ควรที่จะ

“ให้ข้อมูลด้าน blockchain เพื่อสนับสนุนความพยายามของ SEC ในการสอดส่องดูความเสี่ยง, พัฒนาด้านกฎหมาย, และแจ้งนโยบายคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับทรัพย์สินดิจิทัล ทาง SEC กำลังมองหาข้อมูลจากแหล่งที่มาที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี blockchain ledger ที่ถูกใช้งานมากที่สุด, รวมถึงข้อมูลระดับกว้าง และรายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกรรม”

แม้ว่าเราจะสามารถพิจารณาการเคลื่อนไหวของทาง SEC ดังกล่าวว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติ Bitcoin ETF แต่ทว่าหากมันเป็นจริงในภายหลังนั้น การเข้ามาของสถาบันการเงินขนาดใหญ่อาจทำให้เกิดผลเสียได้ ซึ่งผลเสียเหล่านี้อาจส่งผลกระทบถึงแก่นของ Blockchain นั่นก็คือความเป็นส่วนตัวและอิสรภาพ ซึ่งตัวอย่างก็เคยมีให้เห็นมาแล้วเมื่อปี 2017 หรือปีแห่งกระแส ICO ที่ผู้คนต่างก็สูญเสียเงินลงทุนของพวกเขาไปให้กับการฉ้อโกงมากมาย ส่งผลทำให้ทางผู้ออกกฎหมายต้องตบเท้าออกมาร่างกฎหมายเพื่อกำกับ ICO และหลักทรัพย์

ที่น่าสนใจคือ การออกประกาศชักชวนการลงทุนดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ แผนกด้านการตรวจสอบทางกฎหมาย Office of Compliance Inspections and Examinations (OCIE) ที่ถือเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานของทาง SEC ได้ออกมาประกาศว่าจะทำให้ cryptocurrency อยู่ในวาระสำคัญอีกด้วย

นอกเหนือจากการค้นหาโอกาสความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อนักลงทุนแล้ว พวกเขาจะยัง “เฝ้าดูการซื้อขาย, แลกเปลี่ยน และการจัดการบริหารสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายหลักทรัพย์ ที่จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย”

พร้อมเสริมว่าทาง OCIE “จะทำการตรวจสอบ โดยโฟกัสไปที่การบริหาร porfolio ของสินทรัพย์ดิจิทัล, การซื้อขาย, ความปลอดภัยของเงินทุนของลูกค้า, ข้อกฎหมาย และการจัดการภายใน” อีกด้วย